3.1

ที่มาและความสำคัญ

ที่มาและความสำคัญ

3.2

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์

3.1

หลักการจัดทําแผน
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

 หลักการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ 

3.2

แนวคิดและกระบวนการ
จัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

แนวคิดและกระบวนการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงม สภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

บทนำ นิยามและหลักการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

3.1

ที่มาและความสำคัญ

ที่มาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ หลักการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติมแนวคิดและกระบวนการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

3.2

วัตถุประสงค์

เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการบูรณาการ การจัดสรรงบประมาณ เพื่อวางรากฐานและพัฒนาแนวทาง และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3.3

หลักการจัดทําแผน
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

 หลักการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ 

3.4

แนวคิดและกระบวนการ
จัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

แนวคิดและกระบวนการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงม สภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

3.1.1

           จากข้อมูล German Watch ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไรของประเทศเยอรมันที่ได้ประเมินและจัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในห้วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2540 – 2559 (ค.ศ. 1997 – 2016) ด้วยดัชนี Climate Risk Index (CRI) ระบุว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศถึง 137 ครั้ง โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเกิดมหาอุทกภัยคิดเป็นร้อยละ 87 ของความเสียหายที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งธนาคารโลกได้ประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝน ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ อาทิ อุทกภัย ภัยแล้ง และวาตภัย ที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ผลกระทบเหล่านี้ ส่งผลเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม เป็นต้น รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาเมือง การย้ายถิ่นฐานของประชากร การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการแพร่กระจายของโรค นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change; PCC) ปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) ได้ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหากพิจารณารวมกันทั้งในแง่ขนาดของเศรษฐกิจและจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศแล้ว พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลกในปี พ.ศ. 2554 โดยมีพื้นที่ 65 จาก 77 จังหวัดของไทยต้องเผชิญกับเหตุน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 900 ราย รวมทั้งประชากรไม่ต่ำกว่า 13.6 ล้านคนได้รับผลกระทบ รวมถึงพื้นที่การเกษตรมากกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ได้รับความเสียหาย

             ในการดำเนินการเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยกองประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กปอ.) ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC)  ได้จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 – 2593 ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 36 ปี เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายในการกำหนดทิศทางของประเทศให้มุ่งสู่การมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการเติบโตแบบปล่อยคาร์บอนต่ำตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2593 ประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่
            (1) การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
            (2) การลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
            (3) การสร้างขีดความสามารถด้านการบริการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แหล่งที่มา : (https://climate.onep.go.th/th/topic/policy-and-strategy/thailand-climate-change-master-plan/)

             เพื่อให้การดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีกรอบแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 สผ. จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (The National Adaptation Plan: NAP ลิ้งค์ไปเนื้อหา NAP ส่วนเสริมเนื้อหาแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ) ระยะที่ 1 เพื่อศึกษาและประเมินความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Vulnerability assessment) ด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยในเชิงพื้นที่รายภูมิภาคและรายจังหวัด และในรายสาขาทั้ง 6 สาขาตามแผนแม่บทฯ และในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและพื้นที่เปราะบางของประเทศ จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศและภูมิสารสนเทศด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศตามผลการศึกษาดังกล่าว ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ได้ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practices) ด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่ในประเทศ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาของโครงการในระยะที่ 1 ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์จุดอ่อน ช่องว่างและความต้องการ (Gaps and needs) (ลิงค์เว็บไซด์ที่สามารถดาวโหลดรายงาน NAP ระยะที่ 2) เพื่อประกอบการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ในรายสาขาและเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ได้ผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคณะทำงานกำกับด้านวิชาการโครงการฯ จากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องครบทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ทั้งระดับภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้) และระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มีความครอบคลุมและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในปี พ.ศ. 2561 สผ. จึงมีการทบทวนและจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติให้สอดคล้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศและนโยบายระดับชาติ อาทิเช่น ความตกลงปารีส (Paris agreement) ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ เป็นต้น

3.1.2

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบและแนวทางในการบูรณาการประเด็นด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนและยุทธศาสตร์ในรายสาขาและในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  2. เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดสรรงบประมาณและเกิดการขับเคลื่อนการดําเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ รวมทั้งสอดคล้องกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. เพื่อวางรากฐานและพัฒนาแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการบูรณาการแนวทางและมาตรการในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วนและทุกระดับ
  4. เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา สร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างบูรณาการและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน
3.1.3

การจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ คำนึงถึงบริบทภายในที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดและหลักการ ได้แก่

  1. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวการดำเนินชีวิตของประชาชนในการสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคงของวิถีชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้กับเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบนรากฐานของวัฒนธรรมไทย และสามารถปรับใช้กับทุกระดับ และมีความสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถนำมาใช้ได้ทั้งในสาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การจัดการน้ำการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการตั้งถิ่นฐานไปในคราวเดียวกัน
  2. การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยเป็นประโยชน์กับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในด้านเกษตรกรรม โภชนาการ การแพทย์ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภูมิปัญญาไทยมีความหลากหลายและเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น การพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงสามารถดำเนินการโดยถอดบทเรียนและองค์ความรู้ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในระดับพื้นที่ จากนั้นบูรณาการต่อยอดกับเทคโนโลยีและวิชาการสมัยใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพและขอบเขตการดำเนินงานให้เกิดการขยายผลการปฏิบัติและการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มีลักษณะและบริบทใกล้เคียงกัน นำความสำเร็จในระดับพื้นที่ไปสู่ระดับภูมิภาค ระดับประเทศและระดับนานาชาติได้
  3. การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นหลักการที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศที่มีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีคุณภาพ แข่งขันได้และต้องคำนึงถึงขีดจํากัดของทรัพยากรธรรมชาติ โดยในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อเดือนกันยายนปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) จำนวน 17 เป้าหมาย โดยผนวกการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 13 และกำหนดเป็นวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในปี พ.ศ.2573
  4. การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation หรือ EbA) การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศจะใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและประโยชน์จากระบบนิเวศ (Ecosystem services) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีการมุ่งเน้นการใช้โครงสรางสีเขียว มาตรการอนุรักษ์ ฟื้นฟูหรือจัดการระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เช่น การจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการ การบริหารจัดการกลุ่มป่า การสร้างแรงจูงใจ เชิงเศรษฐศาสตร์ในการรักษาระบบนิเวศดวยกลไก Payment for Ecosystem Services (PES) เป็นต้น
  5. การปรับตัวโดยชุมชน (Community-based Adaptation: CbA) มุ่งเน้นการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างขีดความสามารถในการรับมือและลดความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสนับสนุนให้ผนวกรวมกับกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นแบบยั่งยืน หรือการจัดทําและดําเนินการแนวทางการปรับตัวที่อาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน การให้ความสําคัญกับองค์ความรู้ท้องถิ่น และเทคโนโลยีชุมชนอย่างง่าย ซึ่งจัดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์การระวังไว้ก่อน (Precautionary principle) และการบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive approach)
  6. เป็นหลักการจัดการที่เน้นการป้องกันผลกระทบล่วงหน้า โดยการสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีระบบนิเวศเปราะบางและพื้นที่เสี่ยง ซึ่งมีการคํานึงถึงกิจกรรมที่จะก่อใหเกิดความเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
  7. การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource efficiency) เป็นหลักการลดอัตราการใช้ทรัพยากรต่อหน่วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้มากยิ่งขึ้น และลดปริมาณการเกิดผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative externalities) โดยรวมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง โดยอาจมีการนําเครื่องมือเชิงเศรษฐศาสตร์ตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluters Pay Principle: PPP) หรือผู้รับผลประโยชน์เป็นผู้จ่าย (Beneficiaries Pay Principle: BPP) มาปรับใช้อยางเหมาะสมและเป็นธรรม
  8. ธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Good governance and public participation) เป็นหลักการบริหารจัดการที่ดี สามารถนําไปใช้ได้ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนในการจัดการความร่วมมือ และจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาลมี 6 ประการ ได้แก่
    • หลักนิติธรรม
    • หลักคุณธรรม
    • หลักความโปร่งใส
    • หลักความมีส่วนร่วม
    • หลักความรับผิดชอบ
    • หลักความคุ้มค่า
  9. สิทธิมนุษยชน (Human rights) และการคํานึงถึงเพศ (Gender responsiveness)คํานึงถึงสิทธิ และเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ โดยหลักสิทธิมนุษยชนและการคํานึงถึงเพศที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่ง คือในส่วนที่รัฐควรมีบทบาทในการคงไว้ซึ่งปัจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิต โดยเฉพาะสําหรับประชากรกลุ่มที่อาจได้รับความเสี่ยงสูงจากภัยคุกคามทางภูมิอากาศ ทั้งสภาพอากาศรุนแรงหรือการต้องอพยพถิ่นฐานอันเนื่องมาจากปัจจัยทางภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งมักจะเป็นประชากรกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือเจ็บป่วย รวมถึงผู้หญิง เป็นต้น หลักสิทธิมนุษยชนและการคํานึงถึงเพศมีความสําคัญในการดําเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในบางกรณี เช่น การต้องจัดเตรียมทรัพยากรหรือโครงสร้างพื้นฐานสํารองในยามฉุกเฉินจากภัยพิบัติ อาจมีความขัดแย้งกับหลักการอื่นที่ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การมุ่งเน้น ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร เป็นต้น
3.1.4

แนวคิดและกระบวนการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

แนวคิดในการจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวทางการจัดการความเสี่ยงและความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังนั้นการเตรียมการรับมือของแต่ละระบบและภาคส่วนต่าง ๆ จึงต้องใช้แนวทางการจัดการความเสี่ยงเป็นพื้นฐานโดยที่ความเปราะบางสามารถสรุปอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ของความเสี่ยงกับความสามารถในการปรับตัวอนุมานได้ว่า ความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของระบบหรือภาคต่าง ๆ ขึ้นกับสัดส่วนระหว่างความเสี่ยงกับขีดความสามารถในการรับมือ

แนวคิดในการบริหารจัดการความเสี่ยงลดความเปราะบางของระบบหรือภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ การลดหรือหลีกเลี่ยงการเปิดรับต่อความเสี่ยงทางภูมิอากาศ การลดความอ่อนไหวต่อภูมิอากาศและการเพิ่มขีดความสามารถของระบบหรือภาคส่วนในการรับมือกับความเสี่ยง เป็นพื้นฐานสําคัญของการกําหนดแนวทางและมาตรการในแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติและจําเป็นต้องบูรณาการประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการวางนโยบายและแผนของภาคส่วนพื้นที่ ระบบ และกระบวนการที่ เกี่ยวข้อง

การจัดทําแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเป็นกรอบการดําเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศเพื่อมุ่งสู่การมีภูมิคุ้มกันลดความเปราะบาง สร้างขีด ความสามารถในการปรับตัวที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้น ผลลัพธ์สุดท้ายในการดําเนินงานระยะยาวของทั้ง 6 สาขาหลัก แสดงดังรูปที่ 1 ได้แก่

  1. การจัดการน้ำ
  2. การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
  3. การท่องเที่ยว
  4. สาธารณสุข
  5. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
  6. การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

รวมทั้งการดำเนินงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายสาขา (Cross Cutting Issues) โดยมีกรอบแนวทางสำคัญ คือ

  • บูรณาการประเด็นด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับนโยบายและแผนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ
  • นำเสนอแนวทางและมาตรการทางเลือกในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายสาขาที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ
  • สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นกรอบสำหรับบูรณาการเข้าสู่นโยบายแผนงาน และโครงการได้อย่างเหมาะสมและสามารถดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในแต่ละสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การถ่ายทอดการดำเนินงานไปสู่ระดับพื้นที่ ตั้งแต่ระดับระบบนิเวศลุ่มน้ำ ภูมิภาค จังหวัด เมือง ชุมชน ไปจนถึงระดับบุคคล
รูปที่ 1 แนวคิดในการจัดทำแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

ในขั้นตอนของการวิเคราะห์ความเสี่ยง และความเปราะบางรายสาขา ตามกระบวนการจัดทําแผนการปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาตินั้น ได้มีการใช้แบบจําลองสถานการณ์ระดับโลกเป็นพื้นฐาน โดยใช้แบบจําลอง SRES ในสถานการณ์กรณี A1B เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศช่วยให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อใช้เป็นพื้นฐานร่วมกับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงในการกําหนดแนวทางและมาตรการเบื้องต้นในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายสาขาจากนั้นได้ยกร่างแผนฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยกระบวนการมีส่วนร่วม และใช้กลไกของคณะทํางานบูรณาการการดําเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน และคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติให้ข้อเสนอแนะ และเห็นชอบต่อแผนฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและ UNFCCC ต่อไป แสดงดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 กระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
Close Menu