ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของประเทศไทยรายสาขา

4.1

การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นิยาม กรอบแนวคิดการประเมินผลกระทบ ระบบการปรับตัว หลักการวิเคราะห์ผลกระทบ และความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4.2

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยรายสาขา

1. สาขาการจัดการน้ำ 2. สาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร  3. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 4. สาขาการท่องเที่ยว 5. สาขาสาธารณสุข และ 6. สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

4.1

การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นิยามและกรอบแนวคิดการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิเพิ่มขึ้น ปริมาณและรูปแบบการกระจายตัวของฝนเปลี่ยนไป ฤดูกาลขยับเลื่อน หรือภาวะอากาศแปรปรวนมากขึ้น ดังนั้น สังคมและชุมชนจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เพื่อลดผลกระทบและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระบวนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย ขั้นตอนสำคัญ แสดงดังรูปที่ 1 ดังนี้

  1. การวิเคราะห์ผลกระทบ ความเสี่ยง และความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการวิเคราะห์เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่เสี่ยง และผลกระทบที่ภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับ รวมทั้งการเผชิญความเสี่ยง ความอ่อนไหว และความสามารถในการปรับตัว เพื่อแสดงระดับหรือจัดลำดับความเปราะบางของกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่ และภาคส่วนต่าง ๆ
  2. การระบุทางเลือกของการปรับตัว เป็นการวิเคราะห์การปรับตัวในปัจจุบัน ประเมินทางเลือกในการปรับตัว การวางแผน การดำเนินการ การติดตามและการประเมินผล โดยผ่านการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์เพื่อกำหนดรูปแบบของภูมิปัญญา เทคโนโลยี หรือองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมและชุมชน

ทั้งนี้ กระบวนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปนั้น ต้องคำนึงถึงการบูรณาการข้อมูล องค์ความรู้ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผนวกกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน

รูปที่ 1 กระบวนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หลักการวิเคราะห์ผลกระทบและความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ แสดงดังรูปที่ 2 ดังนี้

  1. แนวทางจากบนลงล่าง Top down (Impact-based) เป็นการประเมินผลกระทบระยะยาวในอนาคต ซึ่งใช้ข้อมูลภาพฉายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตหรือข้อมูลแบบจำลองความละเอียดสูงในพื้นที่ เพื่อประเมินผลกระทบทางชีวกายภาพ สังคม และเศรษฐกิจของแต่ละภาคส่วน ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน รวมทั้งการปรับตัวต่อผลกระทบและผลกระทบสุทธิ (ความเปราะบางที่ยังคงเหลืออยู่ถึงแม้จะดำเนินการปรับตัวแล้ว) อย่างไรก็ตาม จุดด้อยของแนวทางนี้ คือ ไม่สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่นได้ชัดเจน
  2. แนวทางจากล่างถึงบน Bottom up (Vulnerability-based) เป็นการประเมินความเปราะบางเชิงคุณภาพระยะสั้นที่ประเมินสถานการณ์ในอดีต ปัจจุบัน เพื่อกำหนดแนวทางในอนาคต ซึ่งเป็นการผสมผสานองค์ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ภูมิอากาศ และสังคมศาสตร์ ดำเนินการผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อทำการวิเคราะห์ความเปราะบาง ผลกระทบ และความสามารถการปรับตัวในปัจจุบัน เพื่อกำหนดแนวทางหรือมาตรการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต ซึ่งแนวทางนี้ เป็นแนวทางที่สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นและคาดประมาณการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น

ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควรพิจารณาโดยคำนึงถึงทั้งแนวทางจากบนลงล่างและแนวทางจากล่างถึงบน

รูปที่ 2 กรอบการวิเคราะห์ผลกระทบและความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

              การประเมินความเปราะบางและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการสร้างความสามารถในการปรับตัวของสังคมและชุมชน ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้กรอบแนวคิดความเปราะบาง (Vulnerability) ที่นิยามโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่เกี่ยวข้องกับ 3 ตัวแปร คือ (1) การเผชิญความเสี่ยง (Exposure) (2) ความอ่อนไหวต่อผลกระทบ (Sensitivity) และ (3) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptive capacity)  ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของกรอบแนวคิดความเปราะบางของระบบ

               ความเปราะบาง (Vulnerability) เป็นสภาวะและกระบวนการที่แสดงถึงระดับความเปราะบางของระบบที่ได้รับผลกระทบจากภัยอันตราย (Hazard) ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือหลายประเภทรวมกัน ซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ความเปราะบาง ยังครอบคลุมถึงการตอบสนองและความสามารถในการปรับตัว อันเป็นปัจจัยกำหนดศักยภาพของระบบต่อการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้และความทนทานต่อภัยคุกคาม

                การวิเคราะห์ความเปราะบาง เป็นกรอบแนวคิดที่ถูกนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยในสาขาต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการอธิบายระดับความอ่อนไหวต่อภัยอันตราย ความเสียหาย ความสูญเสีย ความสามารถในการตอบสนอง และการปรับตัวของระบบสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ระบบนิเวศ และสังคมมนุษย์ รวมทั้ง สามารถชี้แนะแนวทางและมาตรการเร่งด่วนในการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของระบบ โดยการลดความเสี่ยงจากภัยอันตรายและภัยพิบัตินั้น ๆ

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้พิจารณาความเปราะบางด้วย 3 ตัวแปร แสดงดังรูปที่ 3 ดังนี้

  1. Exposure (การเผชิญความเสี่ยงกับปัจจัยอันตราย / แรงกดดัน) เป็นลักษณะทางธรรมชาติและระดับที่ระบบกำลังประสบหรือสัมผัสกับแรงกดดันและภัยอันตราย โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถี่ ระยะเวลา ขอบเขต ความรุนแรง และพฤติกรรมของปัจจัยอันตราย ซึ่งในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย การเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยระยะยาวของตัวแปรภูมิอากาศ เป็นต้น ดังนั้น ผลลัพท์ของปัจจัยอันตราย คือ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และทรัพย์สิน การสูญเสียชีวิต ผู้ได้รับผลกระทบและการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มีระบบสังคมที่สัมผัสเป็นสื่อกลางช่วยส่งเสริมหรือบรรเทาผลกระทบจากภัยอันตรายนั้น ๆ
  2. Sensitivity (ความอ่อนไหวต่อผลกระทบ) หมายถึง ระดับผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบที่ระบบได้รับจากการสัมผัสกับปัจจัยอันตราย ซึ่งความอ่อนไหวของระบบต่อปัจจัยอันตรายถูกกำหนดด้วยคุณสมบัติและสถานภาพของระบบเป็นหลัก
  3. Adaptive capacity (ความสามารถในการปรับตัว) หมายถึง ความสามารถของระบบในการปรับตัวต่อการสัมผัสกับปัจจัยอันตราย เพื่อลดความเสียหายและเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากผลกระทบ รวมถึงการตั้งรับกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
รูปที่ 3 Components or functions that define the system's vulnerability level

              การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวทางการจัดการความเสี่ยงและความเปราะบาง ซึ่งแนวทางการจัดการความเสี่ยงมักถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินผลกระทบ แสดงดังรูปที่ 4 โดยที่ความเสี่ยง (Risk) หมายถึง ผลกระทบรวมของระบบที่เกิดจากการเผชิญความเสี่ยง (Exposure) คือ ปัจจัยอันตรายหรือภัยพิบัติจากภูมิอากาศ และความอ่อนไหวต่อผลกระทบ (Sensitivity) คือ ความเสียหายของระบบที่เกิดจากการสัมผัสกับภัยอันตราย กล่าวคือ “หากระดับการเผชิญความเสี่ยงและความอ่อนไหวต่อผลกระทบอยู่ในระดับสูง ย่อมส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูงเช่นกัน” ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยงไม่รวมถึงระบบมนุษย์ที่เป็นสื่อกลางในการส่งเสริมหรือบรรเทาผลลัพธ์ของเหตุการณ์ภัยอันตรายนั้น ๆ

รูปที่ 4 องค์ประกอบของความเสี่ยง

             ในส่วนของการประเมินความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Vulnerability) ความเปราะบางจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเสี่ยง (Risk) หักล้างกับความสามารถในการปรับตัว (Adaptive capacity) คือ สภาวะที่อยู่ในระบบก่อนที่จะสัมผัสกับภัยอันตราย แสดงดังรูปที่ 5 หมายรวมถึง ระบบมนุษย์และสังคม เช่น สภาพเศรษฐกิจ ความยากจน ความไม่เสมอภาค สุขภาพ และโอกาสการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า “แม้ความเสี่ยงจะอยู่ในระดับสูง แต่หากมีความสามารถในการปรับตัวสูง ย่อมทำให้ความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับต่ำได้”

รูปที่ 5 องค์ประกอบของความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับความเปราะบาง

                  ดังนั้น แนวคิดในการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นที่มาของแนวทาง “การลดความเปราะบางของระบบหรือภาคส่วนต่าง ๆ โดยการลดหรือหลีกเลี่ยงการเปิดรับต่อความเสี่ยงทางภูมิอากาศ การลดความอ่อนไหวต่อภูมิอากาศ และการเพิ่มขีดความสามารถของระบบหรือภาคส่วนในการรับมือกับความเสี่ยง” จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดแนวทางและมาตรการในแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติในสาขาต่าง ๆ ของประเทศไทย

4.2

ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของประเทศไทยรายสาขา

1. สาขาการจัดการน้ำ

1.1 แนวคิดด้านการจัดการน้ำ

             น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและการดำเนินกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต รายงานขององค์การสหประชาชาติ “The United Nations World Water Development Report 2015” กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันโลกของเรานั้นมีการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนโดยความต้องการน้ำจะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น และการเติมโตของเศรษฐกิจอันได้แก่ การขยายตัวของเมือง การพัฒนาอุตสาหกรรม และการบริโภคที่มากขึ้นเหล่านี้ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดภาวะการขาดแคลนน้ำได้ โดยองค์การสหประชาชาติได้นำเสนอมิติของน้ำกับการพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติ (WWAP, 2015) ได้แก่ (1) น้ำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึงการใช้มาตรการโครงสร้างและไม่ใช้โครงสร้างในการจัดสรรน้ำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการจัดการน้ำ (2) น้ำเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับระบบนิเวศที่ดีอันจะช่วยก่อให้เกิดการบริการน้ำที่ดียิ่งขึ้น เช่น แหล่งน้ำผิวดินธรรมชาติทำหน้าที่แก้มลิงในช่วงน้ำท่วม หรือ น้ำบาดาลที่มีคุณภาพจะช่วยเสริมให้น้ำในช่วงหน้าแล้ง และ (3) น้ำเพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคม โดยเน้นประเด็นการลดความยากจน และทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำที่ปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน

              ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ความเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ยกตัวอย่างเช่น เราควรวางแผนการพัฒนาโดยคำนึงถึงปัจจัยหรือข้อจำกัดด้านน้ำ ในขณะเดียวกันการบริหารจัดการน้ำก็ไม่ควรพิจารณามิติด้านกายภาพหรือมาตรการโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงมิติการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงอื่นควบคู่กันไปโดยรวมกับการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ได้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมด้วยเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง
1. รายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2

1.2 สถานการณ์ด้านเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการจัดการน้ำ

             ระบบน้ำ พลังงาน และระบบภูมิอากาศนั้นมีความสำคัญ มีความซับซ้อน และมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเปลี่ยนแปลงแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นส่งผลต่อสมดุลการเคลื่อนที่และการเปลี่ยนแปลงสถานะของน้ำระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของโลก รายงานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของ IPPC (The 5th Assessment Report: AR5) ได้อธิบายถึงแรงขับเคลื่อนที่มีอิทธิพลต่อทรัพยากรน้ำและการปรับตัวต่อสถานการณ์น้ำในอนาคตซึ่งประกอบด้วยแรงขับเคลื่อนสองมิติ แสดงดังรูปที่ 6 ได้แก่

             (1) แรงขับเคลื่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เช่น รูปแบบการใช้ที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไป การทำลายป่า ความต้องการใช้น้ำที่สูงขึ้นจากการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรม การสร้างและการจัดการอ่างเก็บน้ำ น้ำเสียและการบำบัด การเพิ่มขึ้นของประชากรในมิติของจำนวนและการกระจายตัว ความต้องการอาหาร นโยบายด้านเศรษฐศาสตร์ (ราคาน้ำ) เทคโนโลยีลักษณะการดำเนินชีวิต การใช้น้ำของชุมชนเกษตรกรรม พื้นที่ลุ่มน้ำและระบบนิเวศ เป็นต้น 

            (2) แรงขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ  การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกิดฝนหรือหยาดน้ำฟ้า ซึ่งเป็นผลให้เกิดภาวะอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อทรัพยากรน้ำและการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นส่งผลกระทบที่สังเกตุการณ์และตรวจวัดได้เป็นดังต่อไปนี้

  • การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศทำให้เกิดการลดลงของปริมาณน้ำต้นทุนที่เกิดจากการลดลงของหิมะหรือธารน้ำแข็งซึ่งมาจากการตรวจวัดในหลายเมืองตลอดเทือกเขาอัลเดส (Andes) ในทวีปอเมริกาใต้ (Ames,1998; Kaser and Osmaston, 2002) และความเป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นของการสูญเสียของน้ำจากการระเหยในดิน ดินแห้งการลดลงของน้ำท่าและการเติมน้ำในชั้นน้ำบาดาล
  • การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำ ทำให้เกิดการลดลงของปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำและความสามารถในการฟื้นตัวของแม่น้ำ (Self-purification capacity) และการเพิ่มขึ้นของจำนวนของกลุ่มชีวพืชจำนวนมาก ทั้งที่มองเห็นและไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำมีสีเขียวหรือแดงจากการเบ่งบานของสาหร่าย (Algal blooms)
  • การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความเค็มในชั้นน้ำบาดาลบริเวณใกล้ชายฝั่ง
  • รูปแบบของฝนที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนใช้การได้ (Effective rainfall) และปรากฏการณ์การเติมน้ำใต้ดิน (groundwater recharge) และปริมาณการใช้น้ำของพืช
  • การเพิ่มขึ้นของปริมาณฝนรายปี ทำให้เกิดความยุ่งยากที่มากยิ่งขึ้นในการควบคุมน้ำท่วมและปริมาณน้ำใช้ในช่วงฤดูฝน
  • การใช้น้ำของพืช (Evapotranspiration) ที่สูงขึ้นทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลง และการเพิ่มขึ้นของความเค็มในแหล่งน้ำจืดระดับน้ำบาดาลที่ลดลง
  • เหตุการณ์วิกฤตที่เกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้นทำให้เกิดอุทกภัย ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ โครงสร้างทางน้ำ การกัดเซาะที่มากขึ้น และยังทำให้เกิดภัยน้ำแล้งที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ
เอกสารอ้างอิง
  1. The 5th Assessment Report: AR5
  2. The Water Cycle and Climate Change, Earth Observatory, NASA
  3. รายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2
รูปที่ 6 แรงขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบน้า (ปรับปรุงรูปภาพจาก The Climate Reality Project)

1.3 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อวัฏจักรน้ำ

             หากพิจารณาผลสังเกตการณ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบจะเห็นได้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นล้วนสัมพันธ์กับวัฏจักรน้ำทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความชื้นของชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์เพิ่มสูงขึ้น (ความสูงประมาณ 10 กิโลเมตรจากพื้นดิน) อันเป็นสาเหตุให้ความถี่และความรุนแรงของฝนหรือหยาดน้ำฟ้าเพิ่มขึ้น ฝนตกจะบนพื้นดินมากว่าฝนตกในมหาสมุทร และชั้นบรรยากาศที่อุ่นขึ้นนั้นทำให้โอกาสในการเกิดฝนสูงกว่าการเกิดหิมะ การเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ต่อวัฏจักรน้ำ แสดงดังตารางที่ 1-1 นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อสมดุลและคุณภาพน้ำอันเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติด้านน้ำ ได้แก่ ภัยแล้งและอุทกภัย

ตารางที่ 1-1 ผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อวัฏจักรน้ำและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
วัฏจักรน้ำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขั้น

การระเหย และหยาดน้ำฟ้า

(precipitation)

  • การเปลี่ยนแปลงปริมาณการระเหยของน้ำที่มากกว่าปริมาณฝนที่ตก ในตอนกลางของอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง ตอนเหนือของอเมริกาใต้ ตอนใต้ของชายฝั่งชิลี ตอนใต้ของแอฟริกา ยุโรปตะวันตก เมดิเตอเรเนียนและตอนใต้ของเอเชียกลาง ซึ่งส่งผลปริมาณน้ำท่าและน้ำใต้ดินลดลง
  • การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนที่ตกมากกว่าปริมาณการระเหย ในพื้นที่ตะวันออกของอเมริกาเหนือ  ตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกาใต้ แอฟริกาตอนกลาง อินเดียและเอเชียตะวันออก ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าและน้ำใต้ดินมากขึ้น
น้ำใต้ดิน
  • น้ำผิวดินที่เปลี่ยนไปจะส่งผลมากต่อการเติมน้ำในชั้นน้ำใต้ดินในชั้นหินอุ้มน้ำไร้แรงดัน (Unconfined Aquifer)
  • การใช้น้ำที่มากขึ้นจากประชากรที่เพิ่มขึ้นและการลดลงของน้ำผิวดินที่ใช้ได้ส่งผลให้เกิดการลดลงของระดับน้ำใต้ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ฝนตกน้อย
น้ำผิวดิน
  • มีการเปลี่ยนแปลงในปริมาณน้ำท่าที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในแม่น้ำในละติจูดสูง
  • การเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในช่วงระยะเวลาที่กำหนดจะทำให้เกิดปัญหา
  • น้ำท่วมที่มากขึ้นและการขาดแคลนน้ำจากภาวะแล้งที่นานขึ้น การลดลงในกรณีที่ค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
น้ำในพื้นที่ชายฝั่งทะเล
  • การเพิ่มขึ้นของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ที่ใกล้กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลทำให้เกิดการรุกล้ำของน้ำเค็มในบริเวณปากแม่น้ำและชั้นน้ำบาดาล
  • การเปลี่ยนแปลงของเวลาและปริมาณของน้ำจืดที่มีผลต่อการผลักดันน้ำเค็ม ตะกอน และปริมาณธาตุอาหาร
  • การเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำซึ่งเกิดจากการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลและการระบายน้ำ
  • ผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ พืช และคนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
คุณภาพน้ำ
  • อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้คุณภาพน้ำแย่ลง
  • ปัญหาน้ำท่วมและแล้งทำให้คุณภาพน้ำแย่ลงจากการปนเปื้อนของตะกอน สารอาหารที่ ละลายในน้ำ สารเคมี และเกลือ
  • การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทำให้เกิดการขยายตัวของรุกล้ำของน้ำเค็มในบริเวณปากแม่น้ำและชั้นน้ำบาดาล
อุปสงค์ อุปทานของน้ำ
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้การบริหารจัดการน้ำยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะอุปสงค์ อุปทานของน้ำ และธรรมาภิบาลด้านน้ำ

1.4 ภัยแล้งและอุทกภัย

             ภัยแล้ง หรือภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง และส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยมีสาเหตุจากจากธรรมชาติ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของกระดับน้ำทะเล ภัยธรรมชาติ เช่น วาตภัย แผ่นดินไหว เป็นต้น และสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การทำลายโอโซน การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น

             อุทกภัย หรือภัยและอันตรายที่เกิดจากสภาวะน้ำท่วมหรือน้ำท่วมฉับพลัน มีสาเหตุมาจากการเกิดฝนตกหนักหรือฝนต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมีสาเหตุจากธรรมชาติ ได้แก่ หย่อมความกดอากาศต่ำ พายุหมุนเขตร้อน ได้แก่ พายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน พายุใต้ฝุ่น ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่ำ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ  และสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การตัดไม้ทำลายป่า การพังทลายของเขื่อน สิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ เป็นต้น

              การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อภัยแล้งและอุทกภัยในรูปแบบที่เชื่อมโยงกัน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทำให้ความร้อนในชั้นบรรยากาศและอัตราการระเหยของน้ำเพิ่มขึ้นซึ่งก่อให้เกิดสภาวะความแห้งแล้ง ทั้งนี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกิดฝนหรือหยาดน้ำฟ้า และเพิ่มความถี่และความรุนแรงของพายุ / หยาดน้ำฟ้า ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำท่าเพิ่มมากขึ้นอันเป็นสาเหตุของอุทกภัย แสดงดังรูปที่ 7

รูปที่ 7 ผลกระทบทางอุกวิทยาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1.5 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการจัดการน้ำของประเทศไทย

สถานการณ์ด้านน้ำของประเทศไทย

             ข้อมูลจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (2558) พบว่า ปริมาณน้ำบนผิวดินที่เกิดจากฝนโดยหักการซึมลงใต้ดินและการระเหยแล้วมีปริมาณรวมทั่วประเทศ 285,227 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำท่าธรรมชาติเฉลี่ยมีจำนวน 3,496 ล้าน ลูกบาศก์เมตร เมื่อพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำในประเทศไทยพบว่าจากข้อมูล ปีพ.ศ. 2557 พบว่า มีความต้องการน้ำรวมทั้งประเทศ ประมาณ 151,750 ล้านลูกบาศก์เมตร และความต้องการใช้น้ำรายสาขาต่าง ๆ เป็นดังต่อไปนี้  

1.6 ความต้องการน้ำรายสาขา

  • สาขาเกษตร มีความต้องการใช้น้ำสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 75 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด ประมาณ 113,812 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจัดสรรน้ำให้แก่พื้นที่เกษตรในเขตชลประทานเฉลี่ยปีละ 65,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานปีละประมาณ 48,812 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งใช้น้ำฝนโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนใช้น้ำบาดาลและน้ำท่าบริเวณใกล้เคียง
  • การอุปโภค บริโภค และการท่องเที่ยว มีความต้องการน้ำเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 6,490 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีการคาดการณ์ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยต่อปีประมาณ 8,260 ล้านลูกบาศก์เมตร จากการขยายตัวของภาค บริการ ด้านการท่องเที่ยว และภาคการค้าในระดับท้องถิ่นและในระดับภูมิภาค
  • ภาคอุตสาหกรรม มีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยต่อปีประมาณ 4,206 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีการคาดการณ์ในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยต่อปีประมาณ 7,515 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่หลักที่มีโรงงานและกลุ่มอุตสาหกรรม คือ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และพื้นที่ในภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ
  • น้ำในระบบนิเวศ มีปริมาณความต้องการน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศในฤดูแล้งรวมทั้งประเทศปีละประมาณ 27,242 ล้านลูกบาศก์เมตร

1.7 การเปลี่ยนแปลงด้านสถานการณ์น้ำของไทย

ความแปรปรวนของปัจจัยทางภูมิอากาศในอนาคตที่มีความท้าทายต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยเชื่อมโยงกับพื้นที่และช่วงเวลา เป็นดังต่อไปนี้

  • การศึกษาข้อมูลจากแบบจำลองภูมิอากาศระดับภูมิภาค (Regional Climate Models: RCMs) 3 แบบ ได้แก่ MRI – AGCM 3.1S, PRECIS และ CCCMA3 ด้วยภาพจำลองแบบ A1B A2 และ A1B ตามลำดับ แล้วปรับแก้ความเอนเอียงของข้อมูลด้วยเทคนิค rescaling เพื่อให้ได้ความน่าเชื่อถือของแบบจำลองมากยิ่งขึ้น จากผลการศึกษาปริมาณฝนในอนาคตอันใกล้และอนาคตอันไกล เมื่อเปรียบเทียบกับฝนในช่วงเวลาปัจจุบัน ค.ศ. 1979 – 2006 พบว่าปริมาณของฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและลดลงตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยในทุกแบบจำลอง ส่วนมากได้แก่พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนลดลงในช่วงอนาคตอันใกล้ ขณะที่พื้นที่อื่น เช่น ภาคตะวันตก ภาคใต้ฝั่งตะวันออก จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ส่วนช่วงเวลาอนาคตอันไกล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ยกเว้นผลจากแบบจำลอง CCCMA3 ซึ่งคาดการว่าฝนในภาคใต้กลับลดลง (สุจริต คูณธนกุลวงศ์ และ วินัยเชาว์วิวัฒน์ ,2552)
  • สภาพอากาศในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงและมีการแกว่งตัวมากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้น้ำก็มีแนวโน้มมากขึ้นตามสภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ทำให้การจัดการน้ำจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพความต้องการและศักยภาพใหม่ (หน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2010)
  • ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งจากแบบจำลองโดยตรง (Raw) โดยใช้วิธีเทียบสัดส่วนด้วยข้อมูลตรวจวัด (Ratio) และวิเคราะห์ความละเอียดสูงเชิงสถิติที่ได้จากแบบจำลอง ASD มีความแตกต่างกันไปทั้งแบบจำลองและทั้งสมมติฐาน A2 และ B2 โดยรวมพบว่าอุณหภูมิมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต และปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง (รศ.ดร. สุจริต คูณธนกุลวงศ์ และคณะ ,2553)
  • ในช่วงฤดูฝนปริมาณฝนจะลดลงแต่ในทางกลับกันปริมาณฝนในฤดูแล้งจะเพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบด้านน้ำบาดาลโดยพิจารณาช่วงเวลารายปีระยะยาว 25 ปี ทั้งในอนาคตใกล้และอนาคตไกลพบว่า ระดับน้ำบาดาลในอนาคตจะต่ำลงมากกว่า 10 เมตร จากระดับผิวดินในฤดูแล้ง เนื่องจากปริมาณกักเก็บน้ำบาดาลมีแนวโน้มลดลง ส่วนฤดูฝนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก สำหรับอนาคตไกลระดับน้ำบาดาลไม่มีผลกระทบทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งเนื่องจากระดับน้ำบาดาลมีการคืนตัวอันเนื่องมากจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณเก็บกักในอนาคตไกลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง (รศ.ดร.สุจริตคูณธนกุลวงศ์ และคณะภายใต้ความร่วมมือกับกรมชลประทานและ JIID ใน Chulalongkorn, 2010)
  • การวิเคราะห์การปรับตัวต่อภูมิอากาศโลกต่อพื้นที่เกษตรกรรม ระบบชลประทานและสภาพน้ำบาดาล ผลกระทบต่อน้ำบาดาลช่วงภัยแล้งในอดีตที่ผ่านมาโดยใช้แบบจำลองน้ำบาดาลประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิต่อการใช้น้ำใต้ดินในพื้นที่โครงการชลประทานวังบัว และวิเคราะห์น้ำไหลเข้าอ่างและการปล่อยน้ำจากเขื่อน ประมาณค่าของความต้องการน้ำชลประทานสำหรับเงื่อนไขในอนาคต พบว่าการสูบน้ำบาดาลจะมีความผันผวนมากขึ้นตามรูปแบบการตกของฝนจะตกน้อยลงในฤดูฝนและปริมาณน้ำฝนมากขึ้นในช่วงฤดูแล้ง (รศ.ดร.สุจริตคูณธนกุลวงศ์ และคณะภายใต้ความร่วมมือกับกรมชลประทานและ JIID ใน Chulalongkorn, 2010)
  • ผลวิเคราะห์สภาพพื้นที่จะประสบกับภาวะฝนที่จะตกน้อยลงในอนาคตอันใกล้แต่ฝนจะตกมากขึ้น (เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต) ในอนาคตอันไกลแต่จะเกิดสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศ (Extreme event) มากขึ้นในพื้นลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีค่าเฉลี่ยความลึกฝนสูงขึ้นจาก 1,079 มิลลิเมตรต่อปี เป็น 1,121 มิลลิเมตรต่อปีในช่วงอนาคตอันใกล้ และ 1,140 มิลลิเมตรต่อปีในช่วงอนาคตอันไกล ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงน้ำท่วมมากขึ้น นอกจากนี้ค่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น 0.047 °C ต่อปีในช่วงอนาคตอันใกล้และเพิ่มขึ้น 0.015 °C ต่อปีในช่วงอนาคตอันไกล ส่งผลให้พืชมีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อภัยแล้งมากขึ้น (รศ.ดร.สุจริตคูณธนกุลวงศ์ และคณะภายใต้ความร่วมมือกับกรมชลประทานและ JIID ใน Chulalongkorn, 2010)
  • ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงมีผลต่อการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์การปล่อยน้ำเพื่อรองรับกับปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำที่มีการผันผวนขึ้น (รศ.ดร.สุจริตคูณธนกุลวงศ์ และคณะภายใต้ความร่วมมือกับกรมชลประทานและ JIID ใน Chulalongkorn, 2010)
  • การศึกษาการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงสูงสุดในระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยและจีน จากการทบทวนและรวบรวมผลการจำลองและการทำนายจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลก AR4 และ AR5 ได้รวบรวมข้อมูลฝนรายวันจากสถานีวัดน้ำฝนในประเทศไทยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทาน วิเคราะห์ downscaled products จากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลก AR4 และ AR5 ศึกษาปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลงสูงสุดในระดับลุ่มน้ำของประเทศไทยและประเมินสภาวะน้ำหลากด้วยปริมาณฝนเปลี่ยนแปลงสูงสุดในลุ่มน้ำตัวอย่างพบว่า การกระจายตัวของฝนในอนาคตอันใกล้และในอนาคตอันไกล ในพื้นที่ศึกษาลุ่มน้ำยมมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่อย่างเด่นชัด โดยพบว่าปริมาณ Peak Flow ของสภาพฝนในอนาคตอันใกล้และอนาคตอันไกลในลำน้ำหลักทุกสถานีตรวจวัดน้ำท่าลดลง เมื่อเทียบกับปริมาณฝนสูงสุดในปัจจุบัน เนื่องจากปริมาณฝนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ลดลงบริเวณพื้นที่ด้านบนของลำน้ำและในพื้นที่ตอนล่างของลำน้ำก็มีปริมาณในอนาคตอันใกล้และอนาคตอันไกลที่ลดลงด้วย แม้ว่าพื้นที่ตอนกลางของลุ่มน้ำจะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนเพิ่มสูงขึ้นแต่ก็เป็นเฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น ส่งผลให้ภาพรวมของน้ำท่าในลำน้ำหลักลดลงในเกือบทุกสถานี แม้ว่าปริมาณน้ำท่าคาดการณ์จากฝนในอนาคตอันใกล้และอนาคตอันไกลจะมีแนวโน้มลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดสภาวะน้ำหลากแบบสุดโต่ง (Extreme Flood) ได้ โดยเฉพาะบางพื้นที่ในจังหวัด แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร เนื่องจากปริมาณ Peak Flow ที่สูงกว่าระดับตลิ่ง (จากการออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมในปัจจุบัน)

1.8 ปัญหาด้านการจัดการน้ำของไทย

  • ปัญหาภัยแล้ง ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา เกิดภัยแล้งขึ้น 10 ครั้ง ภัยแล้งครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2522, 2537 และ พ.ศ. 2542 เกิดเป็นบริเวณกว้างในเกือบทุกภาคของประเทศ และช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2548-2556) มีพื้นที่แล้งซ้ำซากเพิ่มมากขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากฝนตกน้อยกว่าปกติหรือฝนตกไม่เป็นไปตามฤดูกาล ซึ่งพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในระดับต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ สภาพดิน และปริมาณฝน โดยพื้นที่เสี่ยงภัยในระดับรุนแรง (เกิดมากกว่า 6 ครั้งต่อ10 ปี) และระดับปานกลาง (เกิด 4-5 ครั้งต่อ10 ปี) มีพื้นที่รวมประมาณ 8 ล้านไร่ และหมู่บ้านทั้งประเทศไทย (ปี พ.ศ. 2556) จำนวน 70,372 หมู่บ้าน มีปัญหาหมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา ทั้งสิ้น 7,490 หมู่บ้าน ในปี 2548 มีความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำประมาณ 7,565 ล้านบาท กระทบประชากรประมาณ 11 ล้านคน
  • ปัญหาน้ำท่วม ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกจังหวัดของประเทศถึง 13 ครั้ง อุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีความรุนแรงถึง 8 ครั้ง คือ ปี พ.ศ.2518, 2526, 2538, 2545, 2548, 2549, 2553 และ พ.ศ. 2554 ตามลำดับซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศมากมายมหาศาลดังเช่นปี พ.ศ. 2554 มีความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท กระทบประชากรประมาณ 8 ล้านคน เสียชีวิต 813 คน ในส่วนของพื้นที่น้ำท่วมขังซ้ำซากของทั้งประเทศ ระดับปานกลาง คือ 4-5 ครั้งในรอบ 9 ปี และระดับสูง คือมากกว่า 5 ครั้งในรอบ 9 ปี รวมทั้งสิ้น 10 ล้านไร่ และพื้นที่เสี่ยงต่อดินโคลนถล่ม รวมทั้งสิ้นกว่า 6,042 หมู่บ้าน มีสาเหตุจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำและจากสภาพทางกายภาพของลุ่มน้ำที่เป็นภูเขาสูงชัน และพื้นที่ป่าต้นน้ำตอนบนถูกทำลาย
  • ปัญหาคุณภาพน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน (น้ำบาดาล) ประเทศไทย มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 29 พอใช้ ร้อยละ 49 และเสื่อมโทรม ร้อยละ 22 ของแหล่งน้ำหลักทั่วประเทศ (จำนวน 52 แหล่งน้ำ) ในช่วง 10 ปีย้อนหลัง (ปี พ.ศ. 2548-2557) พบว่าเกิดการรุกล้ำของน้ำเค็ม เกิดขึ้นในตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกงและแม่กลอง ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืช การประปา การประมง การอุตสาหกรรมตลอดจนการอุปโภค-บริโภคของราษฎรที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ การจัดสรรน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มเป็นการจัดสรรน้ำจากแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำ เช่น จากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสัก เขื่อนขุนด่านประการชล รวมถึง เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ในฤดูแล้งปีละมากกว่า 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อควบคุมความเค็มของน้ำ ณ จุดควบคุม ไม่ให้เกินมาตรฐานของการเกษตรและการประปา
              ประเทศไทยมีการนำน้ำบาดาลมาใช้ในหลาย ๆ ด้าน เช่น การอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม โดยเฉพาะระบบประปาหมู่บ้านและอุตสาหกรรมน้ำดื่ม ความแปรปรวนของสภาพอากาศในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต มีผลต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำบาดาลทั้งทางตรงและทางอ้อม
                 (1)
กรณีที่เกิดขึ้นในทางตรง เช่น การเปลี่ยนแปลงปริมาณและการเปลี่ยนแปลงการกระจายตัวของฝน เช่น ปริมาณน้ำฝนในบางพื้นที่ มีปริมาณลดลงจนทำให้ปริมาณการเพิ่มเติมน้ำบาดาล (groundwater recharge) ลดลง ส่งผลให้เกิดการลดลงของปริมาณการเก็บกักน้ำบาดาลในชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer) และทำให้ระดับน้ำบาดาลลดลงด้วยและส่งผลต่อระบบนิเวศที่ต้องอาศัยน้ำเข้าสู่ระบบที่มาจากน้ำบาดาลเช่น แม่น้ำที่รับน้ำจากน้ำบาดาลในฤดูแล้งและพื้นที่ชุ่มน้ำหรือแหล่งน้ำต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น กุด แก่ง พรุ หนอง บึง เป็นต้น
                   (2) กรณีที่เกิดขึ้นทางอ้อม เช่น จากปริมาณฝนที่ลดลงและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้น้ำต้นทุนของ แหล่งน้ำผิวดินลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำโดยรวมมีมากขึ้น ประชาชนจึงนำน้ำบาดาลมาใช้มากขึ้น ทำให้เกิดการลดลงของระดับน้ำบาดาลและเกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำบาดาล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับชายฝั่งทะเลที่จะเกิดการแทรกตัวของน้ำเค็มเข้ามาในชั้นน้ำบาดาล และในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในพื้นที่ที่มีการใช้น้ำบาดาลมากเกินไปก็ทำให้เกิดการแทรกตัวของน้ำบาดาลเค็มในระดับลึกเข้ามาในโซนน้ำบาดาลจืดที่อยู่ตื้นกว่าได้เช่นกัน  เนื่องจากพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเกลือหินรองรับอยู่ ทำให้น้ำบาดาลในพื้นที่นี้มีลักษณะเฉพาะคือ มีความเค็มอยู่ในระดับต่าง ๆ กัน และยังเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเค็มในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย เนื่องจากมีรายงานที่แสดงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทั้งการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนและการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ (Chinvanno et al., 2009) ที่มีผลต่อระบบอุทกธรณีวิทยา จึงมีผลต่อปริมาณการเพิ่มเติมน้ำบาดาล สมดุลน้ำบาดาล ศักยภาพน้ำบาดาล การกระจายความเค็มในน้ำบาดาล และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ดินเค็มในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต (Saraphirom, 2013b)

1.9 ทบทวนข้อมูลความเปราะบางและการปรับตัวสาขาการจัดการน้ำ

             อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือ UNFCCC เสนอให้แต่ละประเทศมีการพิจารณาใช้การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นกรอบการประเมินความเปราะบางและการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Integrated Water Resource Management as a Vulnerability and Adaptation Framework) เพื่อรับมือกับผลจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดและขั้นตอนที่ชัดเจนว่าการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการควรทำอย่างไร แต่ก็ได้มีการเสนอแนวทางการวางแผนพัฒนาที่ทนทานและยั่งยืนต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตโดยประยุกต์ใช้การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการดังกล่าว (IWRM) (Groves et al., 2008; WaterRF, 2013; UNFCCC, 2014) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน ดังต่อไปนี้ แสดงดังรูปที่ 8

รูปที่ 8 การวางแผนพัฒนาน้ำที่ทนทานและยั่งยืน (รายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 2)

1.10 ขั้นตอนการวางแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

  • การพิจารณาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดเชิงอภิปรายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายและผู้นำที่แข็งแกร่งคือปัจจัยของงานส่วนนี้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายควรจะต้องคุยและปรึกษากัน (co-design for co-benefit) เพื่อกำหนดภาพฉายอนาคตร่วมกันและนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป
  • ประเมินระบบใหม่ภายใต้กลยุทธ์และภาพฉายต่าง ๆ กำหนดช่วงความไม่แน่นอนและภาพฉายที่น่าเชื่อถือ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นเพียงหนึ่งในความไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำเท่านั้น การพิจารณารวมความไม่แน่นอนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อออกแบบภาพฉายที่เป็นไปได้ ผนวกภาพฉายร่วมกับช่วงของสภาพภูมิอากาศในอนาคตที่เป็นไปได้ ข้อมูลของสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้จากผลลัพธ์ของแบบจำลองที่ปรับเทียบให้เหมาะกับสภาพพื้นที่โดยควรพิจารณาสภาพวิกฤตทั้งช่วงตัวแปรที่มาก น้อย และกลาง
  • วิเคราะห์ความเปราะบางจากผลลัพธ์ภายใต้กลยุทธ์และภาพฉายต่าง ๆ กำหนดค่าความเปราะบางหลัก ทั้งที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรทางภูมิอากาศและตัวแปรอื่น ๆ ข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลที่สำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์การปรับตัว
  • การบริหารความเสี่ยงภายใต้ความเปราะบาง ผลลัพธ์ที่ได้คือ การวางแผนพัฒนาที่ทนทานและยั่งยืน
  • พัฒนายุทธศาสตร์ที่ทนทาน, ยั่งยืนและสามารถปรับตัว ควรครอบคลุมช่วงความไม่แน่นอนของตัวแปรภูมิอากาศในอนาคตและตัวแปรอื่น แผนยุทธศาสตร์ที่ดีควรจะสามารถบรรลุเป้าหมายถึงแม้จะเผชิญกับช่วงของความไม่แน่นอนแทนที่จะพิจารณาการบรรลุเป้าหมายภายใต้หนึ่งเซตของภาพฉายหรือหนึ่งสมมุติฐาน วิธีการประเมินอาจจะใช้วิธีที่ง่าย เช่น การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Benefit/cost analysis) หรือวิธีการที่ยากขึ้น เช่น การตัดสินใจภายใต้หลายเงื่อนไข (Multi Criteria Decision Analysis)

1.11 ตัวอย่างการประเมินความเปราะบางและแนวทางการปรับตัวด้านการจัดการน้ำ

             ได้มีหลายหน่วยงานนำเสนอแนวคิดการประเมินความเปราะบางและแนวทางการปรับตัวด้านทรัพยากรน้ำจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไว้ ในที่นี่จะยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้

1) ตัวอย่างการประเมินความเปราะบางจากรายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะที่ 2

รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะที่ 2 ได้ทำการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยจำแนกตามการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้สถานการณ์ จำลอง RCP 4.5 และ RCP 8.5 ผลจากการคาดการณ์พบว่า ปริมาณน้ำฝนสูงสุดเฉลี่ยรายปีมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยจำนวนวันที่ฝนตกในช่วงฤดูฝนมีจำนวนเท่าเดิมแต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละครั้งมีปริมาณมากขึ้นและมีช่วงการกระจายตัวในวงแคบทำให้มีแนวโน้มจะเกิดพื้นที่ที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภัยแล้งเป็นพื้นที่กว้างกว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัย และการศึกษายังบ่งชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนและเกิดความผันผวนในเชิงปีน้ำมากและปีน้ำน้อยมากขึ้นในอนาคต เมื่อนำพื้นที่เสี่ยงภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาวิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำ พบว่า ภัยที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ โอกาสในการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ในการจัดทำพื้นที่ความเสี่ยงต่ออุทกภัยและภัยแล้ง เป็นดังต่อไปนี้

พื้นที่เสี่ยงและอ่อนไหวจากการเกิดอุทกภัย

การนำข้อมูลจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะ 20 ปีข้างหน้ามาใช้ในการวิเคราะห์หาพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยอาศัยแบบจำลองทางอุทกวิทยา SWAT ประกอบกับข้อมูลทางวิชาการของพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและภัยแล้ง และแผนที่น้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งซ้ำซาก ของกรมพัฒนาที่ดิน แสดงดังรูปที่ 9 พบว่า

  • ในระยะ 20 ปีข้างหน้า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยทั้งประเทศ (คิดเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในระดับมากที่สุด มาก และปานกลาง) รวมทั้งสิ้น 24,163,544 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 53 ของประเทศ
  • พื้นที่ในที่ราบลุ่มและมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับพื้นที่ที่มีการศึกษาว่าเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากสูง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใน 3,183 ตำบล 497 อำเภอ ใน 69 จังหวัด
  • จังหวัดที่พบว่าในอนาคตจะไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยหรือเสี่ยงในระดับน้อยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต มุกดาหาร เลย หนองบัวลำภู จันทบุรี ตราด และระยอง
  • จังหวัดที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยในภาพรวมที่มีพื้นที่เสี่ยงมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ นครสวรรค์ คิดเป็นพื้นที่มากที่สุดถึง 1,780,478 ไร่ รองลงมา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สุราษฎร์ธานี สุพรรณบุรี พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ร้อยเอ็ด นครราชสีมา และศรีสะเกษ

            หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยในระดับมากที่สุด จังหวัดที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ได้แก่ สุพรรณบุรี คิดเป็นพื้นที่ 554,738 ไร่ รองลงมา ได้แก่ นครสวรรค์ 485,005 ไร่ พระนครศรีอยุธยา 420,321 ไร่ พิจิตร 358,524 ไร่พิษณุโลก 286,734 ไร่ และสุโขทัย 280,792 ไร่

รูปที่ 9 Flood risk areas in 25 major watersheds of Thailand (Source: National Climate Change Adaptation Plan )

พื้นที่เสี่ยงและอ่อนไหวจากการเกิดภัยแล้ง

การนำข้อมูลจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะ 20 ปีข้างหน้ามาใช้ในการวิเคราะห์หาพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง โดยอาศัยแบบจำลองทางอุทกวิทยา SWAT ประกอบกับข้อมูลทางวิชาการของพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและภัยแล้ง และแผนที่น้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งซ้ำซาก ของกรมพัฒนาที่ดิน แสดงดังรูปที่ 10 พบว่า

  • ในระยะ 20 ปีข้างหน้า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งทั้งประเทศ (คิดเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในระดับมากที่สุด มาก และปานกลาง) รวมทั้งสิ้น 120,622,544 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 61 ของประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใน 6,163 ตำบล 818 อำเภอ ใน 76 จังหวัด
  • จังหวัดที่พบว่าในอนาคตจะไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งหรือเสี่ยงในระดับน้อยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง และสตู
  • จังหวัดที่มีความเสี่ยงในการเกิดภัยแล้งในภาพรวมที่มีพื้นที่เสี่ยงมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ นครสวรรค์ คิดเป็นพื้นที่มากที่สุดถึง 5,485,864 ไร่ รองลงมา ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา พิษณุโลก กาญจนบุรี เชียงใหม่ กำแพงเพชร สระแก้ว ลำปาง และชัยภูมิ หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดภัยแล้งในระดับมากที่สุด จังหวัดที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ได้แก่ นครสวรรค์ 3,480,672 ไร่ รองลงมา ได้แก่ กำแพงเพชร 3,135,270 ไร่ สุโขทัย 2,229,374 ไร่ พิจิตร 2,152,045 ไร่ และพิษณุโลก 2,115,905 ไร่
รูปที่ 10 Drought risk areas in 25 major watersheds of Thailand (Source: National Climate Change Adaptation Plan)

ทั้งนี้ รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะที่ 2 ได้นำเสนอข้อมูลการประเมินความอ่อนไหวและความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายละเอียดเป็นดังตารางที่ 5-20

การเปิดรับ

ความอ่อนไหว

ความสามารถในการรับมือ

  • พื้นที่น้ำท่วม
  • พื้นที่น้ำแล้ง
  • พื้นที่เพาะปลูก
  • พื้นที่ชุมชน
  • พื้นที่ชุมชนเมือง
  • พื้นที่อุตสาหกรรม
  • รายได้เฉลี่ย
  • จำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อจัดการน้ำท่วม/น้ำแล้ง
  • จำนวนโครงการด้านภัยแล้ง/น้ำท่วม

2) ตัวอย่างการประเมินความเปราะบางและทางเลือกในการปรับตัวของ USAID (Climate Vulnerability Assessment an Annex to the USAID Climate-Resilient Development Framework)

ตารางที่ 1-2 ตัวอย่างการปรับตัวจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ที่มา: USAID 2010)

ทางเลือก

รายละเอียด

การปรับตัวเพื่อลดภัย (exposure) และความอ่อนไหว (sensitivity)

นโยบายเพื่อลดภัย
  • การจัดเขต (zoning)การใช้ที่ดิน การบังคับใช้การจัดเขต นโยบายการย้ายที่อยู่อาศัย

ประยุกต์ใช้ตัวอย่างที่ดีในแต่ละ

ภาคส่วนกับพื้นที่อื่น

  • การเลือกพืชที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและมีความหลากหลายมากขึ้น
  • การเก็บและรองรับน้ำฝน
  • การใช้พื้นที่น้ำท่วมถึงในการเก็บกักน้ำ
  • การจัดการน้ำและพลังงาน
โครงสร้างที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มความทนทานต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการออกแบบวัตถุดิบ ระดับของโครงสร้าง

การปรับเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว (adaptive capacity)

ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตรายได้ที่สูงขึ้นและมีการกระจายตัวของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทำให้แต่ละครอบครัวมีความสามารถในการปรับตัวกับน้ำท่วม น้ำแล้ง และเหตุการณ์วิกฤตได้
สร้างความเข้มแข็งให้กับความสามารถในการจัดการความเสี่ยงของภัยธรรมชาติช่วยให้ชาวบ้านตอบสนองต่อน้ำท่วม น้ำแล้ง และเหตุการณ์วิกฤตได้ดียิ่งขึ้นโดยมีอัตราการตาย การบาดเจ็บลดลง และมีการฟื้นตัวที่เร็วยิ่งขึ้น
ปรับปรุงการจัดการการบริการทางภาครัฐการจัดการที่ดีขึ้นในอุปสงค์และอุปทานด้านน้ำอาจจะช่วยลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าระบบการติดตามและช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในน้ำท่วม น้ำแล้ง การระบาดของโรคติดต่อ โรคทางพืช สัตว์และ แมลง
สร้างระบบบูรณาการการช่วยเหลือที่เชื่อมโยงกันผนวกระบบเข้าด้วยกัน เช่น ระบบส่งน้ำ ระบบไฟฟ้า การขนส่ง การติดต่อ และการสำรองอาหาร
รักษาระบบนิเวศให้สมบูรณ์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์จะช่วยลดผลกระทบทางน้ำและควบคุมตะกอนซึ่งสามารถลดผลกระทบจากน้ำท่วม น้ำแล้ง และเหตุการณ์วิกฤต

1.12 ข้อเสนอแนวทางการปรับตัวการปรับตัวสาขาการจัดการน้ำของประเทศไทย

              สำหรับประเทศไทยได้มีการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการจัดการน้ำอุทกภัย และภัยแล้ง ดังนี้ 

  1. การพัฒนาระบบฐานข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี นโยบาย เครื่องมือการบริหารจัดการและกฎหมายที่ครอบคลุมและเหมาะสมทั้งในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤต
  2. การพัฒนาและปรับปรุงองค์กรหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เครือข่าย โครงสร้างองค์กร การบริหารทุกสถานการณ์)
  3. การบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจากทุกภาคส่วน (ศูนย์ข้อมูล กฎหมาย กำหนดทิศทาง ประสิทธิภาพ) โครงการบริหารจัดการน้ำจะต้องก่อประโยชน์ต่อสังคม หลังจากคำนึงถึงผลกระทบต่อกลุ่มบุคคลทุกกลุ่ม ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรน้ำและภัยพิบัติ องค์กรและการเรียนรู้ภาคประชาชน การมีส่วนร่วม การพึ่งพาตนเอง (เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร่วมพิจารณาประโยชน์และทางเลือกของโครงการตั้งแต่ต้น และผลกระทบต่าง ๆ)
  5. การช่วยเหลือ ชดเชยและประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ มีระบบประกันภัย แผนที่ความเสียหาย มีระบบการชดเชยที่เป็นธรรมต่อผู้ถูกผลกระทบทุกกลุ่ม ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการควรมีส่วนร่วมรับภาระการชดเชยแก่ผู้เสียหาย

เอกสารอ้างอิง

  1. สุจริต คูณธนกุลวงศ์ และคณะ (2558) รวบรวมและสังเคราะห์โดย พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ และโพยม สราภิรมย์ (2559), รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

2. สาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

2.1 กรอบแนวคิด ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

            การเกษตรหรือเกษตรกรรม (Agriculture) หมายถึง การเพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ การเลี้ยงสัตว์ และการประมง ซึ่งเป็นวิธีการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งของมนุษย์ เกษตรกรรม เป็นการทำงานเพื่อควบคุมการผลิตพืชและสัตว์ให้เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ เกษตรกรรม มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและเป็นรายได้หลักของประเทศกำลังพัฒนา ผลผลิตทางการเกษตรนอกจากใช้เป็นอาหารเพื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์แล้ว ยังเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ฝ้าย น้ำตาล ยางพารา เป็นต้น

            ความมั่นคงทางด้านอาหาร (Food security) หมายถึง ความมั่นคงใน 4 มิติ คือ 
            (1) ความพอเพียง (Availability) ของปริมาณอาหารที่อาจได้มาจากการผลิตภายในประเทศ การนำเข้า หรือความช่วยเหลือด้านอาหาร 
            (2) การเข้าถึง (Access) ทรัพยากรที่พอเพียง การได้มาซึ่งอาหารที่เหมาะสมและมีโภชนาการ
            (3) การใช้ประโยชน์ (Utilization) ด้านอาหาร การมีอาหารเพียงพอ มีน้ำสะอาด มีการรักษาสุขภาพและสุขอนามัยเพื่อเข้าถึงภาวะความเป็นอยู่ที่ดีทางโภชนาการ
            (4) เสถียรภาพ (Stability) ทางอาหาร ที่ประชาชน ครัวเรือน และบุคคล สามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลา ดังนั้น การเกษตรหรือผลผลิตจากการเกษตรจึงมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารในมิติของความพอเพียงต่อความต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ปัจจุบันทุกประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศและยังเป็นความท้าทายต่อภาคเกษตรกรรมที่จะต้องรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แสดงดังรูปที่ 11

รูปที่ 11 ความเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร

แหล่งที่มา : https://www.publichealthnotes.com/food-security-determinants-and-urbanization/

2.2 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อสาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

              ระบบนิเวศเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของชีวาลัยในระบบภูมิอากาศโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงที่ซับซ้อนร่วมกับบรรยากาศ และพื้นดิน การเปลี่ยนแปลงต่อระบบเกษตรและความมั่นคงทางอาหารและการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องในอนาคตนั้นประกอบด้วยแรงขับเคลื่อนสองมิติ ได้แก่
              (1) แรงขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณฝน และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในหลายพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อปัจจัยด้านผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชและสัตว์ การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินและทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิต แรงขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศนี้ยังส่งผลต่อปัจจัยอื่น ๆ นอกเหลือจาการผลิต อาทิ การคมนาคมขนส่งอาหาร กระบวนการการเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาผลผลิตทางการเกษตร อันจะกระทบต่อความมั่นคงของอาหาร เป็นต้น
              (2) แรงขับเคลื่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ระบบชลประทาน ปุ๋ย ปริมาณประชากรที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น ซึ่งก็จะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงของอาหารเช่นกัน  แสดงดังรูปที่ 12

รูปที่ 12 แรงขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศต่อการเกษตรและความมั่งคงทางอาหาร

               ในส่วนนี้จะกล่าวถึงแรงขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสาขาเกษตร และผลกระทบเชิงซ้อนที่เกี่ยวโยงหลากหลายมิติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเกษตร  ที่ได้จากการทบทวนรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 1 และ 2 และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พ.ศ. 2560-2564) เป็นดังต่อไปนี้ แสดงดังรูปที่ 13

อุณหภูมิ

              อุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะโลกร้อนและส่งผลกระทบต่อการเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมินั้นส่งผลกระทบต่อสรีระวิทยาของพืชและสัตว์ เช่น ข้าวบางสายพันธุ์มีอายุสั้นลงและผลผลิตลดลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงปริมาณเยื่อใยในพืชอาหารสัตว์ทำให้สัตว์ย่อยสลายเส้นใยพืชได้น้อยลงและดูดซับสารอาหารได้ลดลง หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการปศุสัตว์ และทำให้เกิดภาวะเครียดจากความร้อน (Heat stress) รวมทั้งมีโรคระบาดเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น 

ปริมาณน้ำฝน

               การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนและการกระจายตัวของฝนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างช่วงฤดูเพาะปลูก ซึ่งหากมีการขยับเลื่อนของฤดูกาลย่อมส่งผลกระทบต่อผลผลิตของพืชและปศุสัตว์ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศที่สามารถทนทานหรือเจริญเติบโตได้ ปริมาณฝนที่เปลี่ยนไปอาจจะทำให้ความเค็มบริเวณปากแม่น้ำและชายฝั่งทะเล ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ปริมาณน้ำฝนยังมีความสัมพันธ์กับการบริหารจัดการน้ำในระบบชลประทานซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

               ชายฝั่งเป็นบริเวณที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากเป็นบริเวณที่เหมาะต่อสำหรับทำการเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการประมง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเนื่องจากกลไกต่าง ๆ เช่น การละลายของแผ่นน้ำแข็งแถบขั้วโลก การหมุนเวียนในมหาสมุทร ลม ความกดอากาศ กระบวนการทางธรณีวิทยา หรือกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การสูบน้ำใต้ดินมาใช้ทำให้ผืนดินจมตัวลง เป็นต้น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะกระทบต่อผลผลิตอาหารของท้องถิ่น ผ่านทางผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ ผ่านพื้นที่เกษตรกรรมที่อาจถูกน้ำท่วมขังเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าไปยังแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

ภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเล

                 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ถูกดูดซับด้วยน้ำในมหาสมุทร ส่งผลให้ค่า pH ของน้ำทะเลลดลงและทำให้น้ำทะเลมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ภาวะดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างหินปูนของสัตว์และพืชทะเลถูกกัดกร่อน การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของน้ำทะเลที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการสร้างเปลือกของสิ่งมีชีวิตในทะเลจำพวก หอย ปะการัง เม่นทะเล ตลอดจนสัตว์เศรษฐกิจ เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม ปู และกุ้งมังกร เป็นต้น หากสิ่งไม่ชีวิตเหล่านั้นไม่สามารถปรับตัวได้ อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางห่วงโซ่อาหาร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผลผลิตและความหลากหลายทางชีวภาพ และอาจเชื่อมโยงถึงระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านอาหารของมนุษย์ได้

ปริมาณและคุณภาพของน้ำและแหล่งน้ำ

                 ความแปรปรวนของสภาวะอากาศ รวมถึงภาวะของฝนทิ้งช่วงและฝนที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาล รวมทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้สัตว์มีความต้องการน้ำจืดมากขึ้นกว่าเดิม และอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอในฤดูแล้ง ในทางตรงกันข้าม ปริมาณฝนที่มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เกิดสถานการณ์อุทกภัย ส่งผลกระทบต่อสัตว์ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และแหล่งอาหารสัตว์ นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มจำเป็นต้องอาศัยทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำที่เหมาะสมกับเพาะเลี้ยง  

สภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศ

                  ความผิดปกติของสภาพภูมิอากาศในรอบฤดูกาลและคาบเวลาที่ยาวนานกว่าหนึ่งปี เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะและพฤติกรรมเกิดขึ้นในระดับรุนแรงแต่มีความถี่ของการเกิดไม่บ่อยครั้งนัก เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง อุทกภัย พายุโซนร้อน เป็นต้น ซึ่งสภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศจะสร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อภาคเกษตรกรรม การปศุสัตว์ การประมง และทรัพยากรอื่น ๆ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

รูปที่ 13 ผลกระทบเชิงซ้อนที่เกี่ยวโยงหลากหลายมิติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเกษตร

2.3 การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย

                 เกษตรกรรม มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นรากฐานของการสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งในประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก ภาคเกษตรของไทยนั้นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศในหลายมิติ เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สามารถสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นมูลค่าสูงในแต่ละปี และเมื่อพิจารณาสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตรต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังเป็นแหล่งวัตถุดิบหรือต้นน้ำของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2559)

                 จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา และอ้อย ในส่วนของการปศุสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร และโคเนื้อ สำหรับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยางธรรมชาติ ข้าว มันสำปะหลัง ปลา ผลไม้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล โดยในปี พ.ศ. 2559 ประเทศไทยส่งออกยางธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 193,938 ล้านบาท ข้าวและผลิตภัณฑ์ 172,778 ล้านบาท มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ 115,889 ล้านบาท ปลาและผลิตภัณฑ์ 109,792 ล้านบาท รวมทั้งผลไม้และผลิตภัณฑ์ 106,184 ล้านบาท

2.3.1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรของประเทศไทย

                    การจัดอันดับดัชนีความเสี่ยงจากสภาพอากาศโลก ระหว่างปี พ.ศ. 2541-2560  ในรายงาน Global Climate Risk Index 2019 ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ในปี ค.ศ. 2560 (สูงขึ้นจากอันดับที่ 20 ในปี 2559) และคาดว่าภาวะโลกร้อน จะส่งผลให้ผลิตภาพการผลิตในภาคเกษตรไทยลดลงไม่น้อยกว่า 25% จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้จัดทำรายงานนโยบายการเงิน (มิถุนายน 2562) ได้อธิบายว่า การวิเคราะห์สถานการณ์สภาพอากาศเป็นส่วนสำคัญในการประเมินสถานการณ์ของภาคเกษตรไทย ประกอบด้วย
                  (1) การวิเคราะห์สภาพอากาศในปัจจุบัน ด้วยดัชนีบ่งชี้สภาพอากาศระดับภูมิภาคและโลก (Oceanic Niño Index: ONI) เป็นดัชนีชี้วัดโอกาสเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ และลานีญา
                  (2) ตัวชี้วัดสภาพอากาศในระดับภูมิภาคของไทย ได้แก่ ปริมาณน้ำในเขื่อนและน้ำฝนสะสม รวมทั้งสัดส่วนพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณภาคกลาง (43%) และภาคเหนือ (27%) ในขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้มีสัดส่วนพื้นที่ชลประทานเพียง 11% และ 16% ตามลำดับ แสดงดังภาพที่ 14 และ 15

รูปที่ 14 Map of Irrigation areas and major river basins of Thailand

แหล่งที่มา: ข้อมูลสารสนเทศชลประทาน (2561)

รูปที่ 15 Proportion of irrigated areas by region

แหล่งที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (2562)

                          พื้นที่เกษตรกรรมได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำหรือน้ำแล้งมากกว่าพื้นที่ประเภทอื่น ภัยแล้งในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นภัยแล้งที่เกิดจากขาดฝนหรือฝนแล้งในช่วงฤดูฝนและเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมาก ได้แก่ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง เนื่องจากเป็นบริเวณที่อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เข้าไปไม่ถึง และหากปีใดไม่มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านจะก่อให้เกิดภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น ภัยแล้งส่งผลเสียหายต่อการเกษตร เช่น พื้นดินขาดความชุ่มชื้น พืชขาดน้ำ พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพต่ำ รวมทั้งปริมาณลดลง และยังส่งผลกระทบสืบเนื่องไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจ เช่น ราคาที่ดินลดลง การขาดวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานผลิต และอัตราการว่างงานเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น สำหรับการเกิดอุทกภัยจะส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้างต่อพื้นที่การเกษตร การปศุสัตว์ และการประมง ซึ่งจะได้รับความเสียหายในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น พืชผล ไร่นา ที่กำลังผลิดอกออกผลอาจถูกน้ำท่วมขังตาย วัว ควาย หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ตลอดจนผลผลิตที่เก็บกักตุนหรือเมล็ดพันธุ์จะได้รับความเสียหาย ซึ่งพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในประเทศไทยมักจะเกิดขึ้นบริเวณภาคกลาง และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งโดยส่วนใหญ่ปรากฏให้เห็นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงดังรูปที่ 16                          

รูปที่ 16 Flood affected areas (left) and drought (right) in Thailand

แหล่งที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ Buddhaboon (2014)

                ในส่วนนี้จะยกตัวอย่างพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ 2 ชนิด คือ ข้าวและอ้อย ทำการเปรียบเทียบเบื้องต้นระหว่างพื้นที่ปลูกข้าวกับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวในประเทศไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบต่อภัยแล้งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพื้นที่ภาคกลางมีความเสี่ยงต่ออุทกภัย ในทิศทางเดียวกัน พื้นที่ปลูกอ้อย อาจมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยบางส่วนของภาคกลาง แต่อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเป็นบริเวณกว้างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงดังรูปที่ 17 และ 18

รูปที่ 17 Satellite images of rice planting area 2016/17, round 1

แหล่งที่มา: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) และกรมการข้าว (2559)

รูปที่ 18 Sugar cane plantation area in Thailand, production year 2017/18

แหล่งที่มา: สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม (2561)

2.3.2 ตัวอย่างการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมที่มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

             การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของประเทศไทย ภัยพิบัติที่คาดการณ์ว่าจะเป็นภัยต่อการเกษตร ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด รวมถึงความแปรปรวนของฤดูกาลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รวมถึงพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีอยู่ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป

พืชไร่

           เกริก ปั้นเหน่งเพ็ชร และคณะ (2552) ได้ใช้แบบจำลองผลผลิตการเกษตร DSSAT4 และข้อมูลภูมิอากาศในอนาคตจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก ECHAM4 GCM แบบ A2 และ B2 คำนวณเพิ่มด้วยแบบจำลองภูมิอากาศระดับท้องถิ่น PRECIS พบว่า ผลผลิตพืชไร่เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย มัน และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระยะเวลาประมาณ 20 ปีข้างหน้า (ช่วงทศวรรษที่ 2560-2570) เล็กน้อย สรุปได้ดังนี้ (1) ผลผลิตข้าวนาปีที่อาศัยน้ำฝน มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย และมีความแตกต่างกันระหว่างลุ่มน้ำหลักของประเทศ โดยการผลิตข้าวนาน้ำฝนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะได้รับผลกระทบเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะมีผลต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2) ผลผลิตข้าวนาปรังที่อาศัยน้ำชลประทานไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภายใต้สมมุติฐานว่ามีน้ำในระบบชลประทานเพียงพอ (3) ผลผลิตมันสำปะหลังมีแนวโน้มคงที่ (4) ผลผลิตอ้อยโดยรวมแล้วมีแนวโน้มค่อนข้างดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อยในเขตภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก แต่บางพื้นที่ในเขตปลูกอ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกจังหวัดกาฬสินธุ์ มีแนวโน้มลดลงผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่มีความแปรปรวนสูงระหว่างปี และ (5) ผลผลิตปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มคงที่และค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้ว่าผลการศึกษาจะแสดงแนวโน้มการปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ทำให้ภาคการเกษตรไทยต้องคำนึงถึงเรื่องการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคต กล่าวคือ สภาพอากาศภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีความแปรปรวนสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน

          สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว (2552) ได้ให้ข้อมูลว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในส่วนของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper) ซึ่งเป็นแมลงศัตรูข้าวหมายเลขหนึ่งของชาวนาไทย ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะทำลายต้นข้าวโดยการสอดแทรกส่วนปากที่ใช้ดูดเข้าไปในเนื้อเยื่อต้นข้าว และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่ออาหารของต้นข้าวบริเวณโคนต้นเหนือระดับน้ำเพียงเล็กน้อย เมื่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจำนวนมากดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว จะทำให้ต้นข้าวใบเหลืองแห้ง มีลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวกเกิดขึ้นทั้งกอ หรือแห้งเป็นหย่อม ๆ ในแปลงนา การทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวเหี่ยว เกิดอาการที่เรียกว่า “hopper burn” อีกทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำโรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกจากเชื้อไวรัสมาสู่ต้นข้าวอีกด้วย ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายอย่างหนักเมื่อเกิดการระบาดในแต่ละครั้ง 

        ยุทธศาสตร์ อนุรักติพันธุ์ (2560) ได้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อผลผลิตข้าวและข้าวโพดบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เพื่อคาดการณ์ผลผลิตข้าวและข้าวโพดล่วงหน้าในปี ค.ศ. 2030 และ ค.ศ. 2060 ด้วยแบบจำลอง AquaCrop 5 ผลการศึกษาพบว่า ผลผลิตข้าวและข้าวโพด ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อาจมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าลดลง หากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม การระบาดของโรคแมลง อิทธิพลการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน

พืชสวน

          สายัณห์ สดุดี และอัศมน ลิ่มสกุล (2554) ได้ทำการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อยางพาราในภาคใต้ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
          (1) อุทกภัยได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อสรีรวิทยาการเจริญเติบโตและผลผลิตของยางพารา เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2550-2554 โดยเฉพาะเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อต้นปี 2554 ส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้างทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย
          (2) การเพิ่มขึ้นของปริมาณฝนในช่วงฤดูร้อน ส่งผลกระทบเชิงซ้อนต่อสรีรวิทยาและผลผลิตของยางพารา โดยที่ดัชนีความหนาแน่นของฝนรายวันในภาพรวมของพื้นที่ภาคใต้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในอัตรา 0.034 มม. ต่อปี ในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ปริมาณฝนในเดือนมีนาคมซึ่งปกติเป็นฤดูแล้งในภาคใต้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับความเชื่อมั่นที่มากกว่า 99% ในอัตรา 3.2 มม. ต่อปี ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2513-2554 โดยปริมาณฝนในเดือนมีนาคมของปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดพายุฤดูร้อน เพิ่มขึ้นประมาณ 730 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง ปี พ.ศ. 2513-2554 หรือในระดับปริมาณฝน ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบ 1,000 ปี (1,000 year return period)
          (3) ฝนตกในช่วงฤดูร้อนทำให้การผลัดใบของยางพาราผิดปกติ เนื่องจากมีโรคระบาดทางใบ เช่น โรคราแป้งระบาดบนใบอ่อนที่แตกออกใหม่ภายหลังจากการผลัดใบ ส่งผลให้ใบยางร่วงซ้ำอีกครั้งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในรอบปีของยางพารา และยังสูญเสียเมล็ดในการขยายพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตต้นกล้ายางพารา และทำให้วันเริ่มเปิดกรีดเลื่อนออกไป ส่งผลให้วันกรีดลดลงด้วย นอกจากนี้ ความชื้นอากาศสูงส่งผลให้มีการระบาดของโรคทางดินรุนแรง เช่น โรครากขาว ซึ่งจะเข้าไปทำลายระบบรากและทำให้เกิดใบร่วงอาจส่งผลให้ต้นยางล้มตาย
          (4) อุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของยางพารา เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 38 °C ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตน้ำยางโดยทำให้ผลผลิตลดลง และผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงสุดในภาคใต้สูงกว่าหรือเท่ากับ 38 °C พบว่า เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

           จรีวรรณ จันทร์คง และคณะ (2562) ได้ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย วิเคราะห์ผลกระทบผ่านแบบจำลอง Fixed Effect และใช้วิธีการประมาณค่าด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดแบบทั่วไปที่เป็นไปได้ (Feasible Generalized Least Squares: FGLS) การศึกษาพบว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันยังคงอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะอุณหภูมิเฉลี่ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจะส่งผลกระทบทางลบต่อผลผลิตปาล์มน้ำมัน โดยจากผลการวิเคราะห์ตัวแปรอุณหภูมิเฉลี่ยและความแปรปรวนของอุณหภูมิเฉลี่ยส่งผลกระทบทางลบต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปัจจัยด้านพื้นที่เก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน และตัวแปรการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร ส่งผลกระทบทางบวกต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

         สายัณห์ สดุดี และคณะ (2553) ได้ศึกษาผลของสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตมังคุดนอกฤดูในจังหวัดพัทลุง โดยใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด จำนวนวันฝนตกในรอบปี ของปี พ.ศ. 2551-2552 เปรียบเทียบกับปี 2553 พบว่า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อชีพจักรและการออกดอกและคุณภาพของผลผลิตมังคุดในแต่ละปีแตกต่างกัน มังคุดสามารถออกดอกทั้งในฤดูกาลและนอกฤดูกาล แต่ในปี 2553 ไม่ออกนอกฤดูกาลเพราะมีปริมาณฝนมาก น้ำในดินสูง และช่วงแล้งไม่ยาวนานพอในเดือนกรกฏาคมถึงสิงหาคม ทำให้มังคุดไม่มีการพักตัวเพื่อชักนำการออกดอก และเกิดการแตกใบอ่อนในช่วงดังกล่าวแทนการเกิดตาดอก

การปศุสัตว์

           ชนินทร์ ติรวัฒนวานิช (2548) ได้ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยทางพันธุกรรมและภูมิอากาศเขตร้อนต่อความเครียด และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่เจาะจง แบบพึ่งเซลล์ และภูมิคุ้มกันในกระแสโลหิตของไก่พื้นเมือง ลูกผสมพื้นเมือง และไก่เนื้อ พบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนจะทำให้ไก่เหล่านี้เกิดความเครียด ซึ่งมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลง ส่งผลให้สัตว์มีร่างกายอ่อนแอเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารลดลงด้วย นอกจากนี้ ไก่เนื้อเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมา คือ ไก่พันธุ์พื้นเมือง และไก่ลูกผสมพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งสอดคล้องการการศึกษาของวรพล เองวานิช (2546) ที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถต่อการทนต่อภาวะอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมสูงโดยใช้ค่าสังเกตการของการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา ค่าคะแนนทางจุลพยาธิวิทยาและประสิทธิภาพการผลิต พบว่า ไก่พันธุ์พื้นเมืองมีความสามารถในการทนต่อภาวะอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมสูงได้ดีกว่าไก่พันธุ์ลูกผสมและไก่เนื้อ

            ศิริวัฒน์ ทรวดทรง และจันทร์เพ็ญ สุวิมลธีระบุตร (2548) ได้ทำการศึกษาผลของความเครียดจากความร้อน-ความชื้น ต่อสมรรถภาพทางการสืบพันธุ์และการให้น้ำนมของแม่โคเลี้ยงในเขตร้อนชื้น โดยทำการศึกษาในแม่โคนมที่คลอดลูกตั้งแต่ระยะหลังคลอดจนถึงสัปดาห์ที่ 22 หลังคลอดลูก เก็บข้อมูลแต่ละชุดที่คลอดลูกในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ (เดือนเมษยน พ.ศ. 2547 – พฤษภาคม พ.ศ. 2548) ในโรงเรือนระบบเปิด (อุณหภูมิประมาณ 25-34 องสาเซลเซียส) เป็นกลุ่มควบคุม และแม่โคที่คลอดลูกในโรงเรือนระบบปิด (อุณหภูมิประมาณ 24-29 องสาเซลเซียส) เป็นกลุ่มทดลอง  พบว่า การกินอาหารของแม่โคทั้งสองกลุ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามสัปดาห์หลังคลอด แต่แม่โคกลุ่มทดลองกินอาหาร (วัตถุแห้ง) ได้มากกว่าแม่โคกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) จากการศึกษาในช่วง 12 สัปดาห์หลังคลอด พบว่า แม่โคนมกลุ่มทดลองสามารถให้ผลผลิตน้ำนมมากกว่ากลุ่มควบคุม (P<0.001) แม่โคนมกลุ่มที่เลี้ยงในโรงเรือนเปิดมีอัตราการสูญเสียตัวอ่อนในช่วงก่อนวันที่ 18 หลังผสม สูงถึงร้อยละ 76.5 และแม่โคกลุ่มทดลองที่เลี้ยงในโรงเรือนปิดมีอัตราการสูญเสียตัวอ่อนร้อยละ 56.2 ทำให้แม่โคนมกลุ่มทดลองมีอัตราการผสมติดในช่วงวันที่ 22-24 หลังผสมมีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม

การประมง

            พัชราวลัย ศรียะศักดิ และคณะ (2557) ได้ทำการศึกษาผลกระทบจากสภาพอากาศและฤดูกาลต่อคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถสรุปได้ว่า สภาพอากาศที่ต่างกันในแต่ละฤดูกาลมีผลต่อคุณภาพนํ้าในบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั้งในเรื่องอุณหภูมิความเข้มรังสีดวงอาทิตย์และปริมาณนํ้าฝนที่กระทบต่อคุณภาพนํ้าบางตัวแปร ได้แก่ อุณหภูมิและแสงที่ส่องกระทบบ่อ มีผลต่อการกระบวนการทางชีวเคมีที่ส่งผลต่อเนื่องถึงตัวแปรคุณภาพนํ้าอื่น ๆ ในบ่อเลี้ยงสัตว์นํ้าและมีผลต่อการเจริญเติบโต อัตราการรอด และโรคสัตว์นํ้า

คุณภาพน้ำ

            กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ และคณะ (2558) ได้จำลองสถานการณ์ในอนาคตของทะเลสาบสงขลา พบว่า การที่อุณหภูมิในอนาคตในพื้นที่จังหวัดสงขลามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและระยะเวลาที่มีอากาศร้อนในรอบปีขยายตัวยาวนานมากขึ้น อาจทำให้ความเค็มรุกล้ำขึ้นถึงตอนบนของทะเลสาบสงขลาได้รุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น ผลจากการวิเคราะห์แบบจำลองการแพร่กระจายน้ำเค็มในทะเลสาบสงขลาแสดงให้เห็นว่า น้ำในทะเลสาบตอนบนซึ่งเป็นน้ำต้นทุนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ จะมีค่าความเค็มสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง และโอกาสที่ค่าความเค็มจะเกินระดับจุดวิกฤติ (Threshold) ที่จะสามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ (ที่ระดับ 1.5 ส่วนในพันส่วน (ppt)) ก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ระบบเกษตรที่พึ่งพาทรัพยากรน้ำจากระบบชลประทานก็ตกอยู่ในข่ายเสี่ยงไม่น้อยไปกว่าระบบเกษตรที่อาศัยน้ำฝนและอยู่ในข่ายที่จะต้องเริ่มคิดถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตด้วยเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (2559)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (2562)
  • ข้อมูลสารสนเทศชลประทาน (2561)
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ Buddhaboon (2014)
  • สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม (2561)
  • เกริก ปั้นเหน่งเพ็ชร และคณะ (2552)
  • สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว (2552)
  • ยุทธศาสตร์ อนุรักติพันธุ์ (2560)
  • สายัณห์ สดุดี และอัศมน ลิ่มสกุล (2554)
  • จรีวรรณ จันทร์คง และคณะ (2562)
  • สายัณห์ สดุดี และคณะ (2553)
  • ชนินทร์ ติรวัฒนวานิช (2548)
  • ศิริวัฒน์ ทรวดทรง และจันทร์เพ็ญ สุวิมลธีระบุตร (2548)
  • พัชราวลัย ศรียะศักดิ และคณะ (2557)
  • กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ และคณะ (2558)

2.4 ตัวอย่างการประเมินความเปราะบางและแนวทางการปรับตัวด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

             การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการประเมินความเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารนั้นยังมีอยู่ไม่มากนัก ซึ่งการประเมินในลักษณะดังกล่าวโดยส่วนใหญ่มักทำการวิเคราะห์การเปิดรับ ความอ่อนไหว และความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยสามารถทำการประเมินได้ด้วยการคัดเลือกปัจจัยต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศเข้ามาทำการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
             ในส่วนนี้จะกล่าวถึงรายงานการประเมินที่ปรากฏอยู่ในรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ครั้งที่ 1 และ 2 และรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินการเปิดรับ ความอ่อนไหว ความสามารถในการปรับตัว และแนวทางหรือทางเลือกการปรับตัวด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารโดยมีตัวอย่างพอสังเขปดังต่อไปนี้  

2.4.1 ตัวอย่างการประเมินความเปราะบาง

(1) ตัวอย่างการประเมินความเปราะบางสำหรับ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

               รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ครั้งที่ 1 ได้ทำการทบทวนเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของพืชเศรษฐกิจต่อปัจจัยทางภูมิอากาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งได้ระบุว่า พืชแต่ละชนิดจะมีความอ่อนไหวต่อการเปิดรับปัจจัยทางภูมิอากาศแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางสรีระวิทยาของพืชนั้น ๆ ซึ่งจะทำให้พืชแต่ละชนิดมีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิอากาศแตกต่างกัน การเปิดรับปัจจัยภูมิอากาศในภาคเกษตร ได้แก่ วันเริ่มต้นฤดูฝน อุณหภูมิสูงสุด ต่ำสุดรายวัน และพายุหลงฤดู เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเปิดรับดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลของสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งนี้ ปัจจัยเปิดรับ ความอ่อนไหว และมาตรการรับมือในกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด ดังแสดงในตารางที่ 2-1

ตารางที่ 2-1 สรุปปัจจัยเปิดรับ ความอ่อนไหว และมาตรการรับมือที่มีการดำเนินการและเสนอแนะในกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด
พืชปัจจัยเปิดรับความอ่อนไหวมาตรการรับมือ
1. ข้าวนาปี

วันเริ่มต้นฤดูฝน

ฝนรวม

วันฝนตก

อุณหภูมิ

พายุ

ดินเค็ม

อายุ

การออกดอก ผสมเกษร

ผลผลิตลด

ศัตรูพืช

ขาดน้ำ แห้งตาย

การจัดการน้ำในนา

การจัดการธาตุอาหาร สารอินทรีย์ในดิน

ปรับปรุงพันธุ์

2. ข้าวนาปรัง

อุณหภูมิ

พายุ

อายุ

การออกดอก ผสมเกษร

ผลผลิตลด

ศัตรูพืช

ชลประทาน

การจัดการธาตุอาหาร สารอินทรีย์ในดิน

ปรับปรุงพันธุ์

ประกันราคา ประกันผลผลิต

3. มันสำปะหลัง

วันเริ่มต้นฤดูฝน

ฝนรวม

วันฝนตก

อุณหภูมิ

ผลผลิตลด

หัวเน่า

ศัตรูพืช

การจัดการธาตุอาหาร สารอินทรีย์ในดิน

ปรับปรุงพันธุ์

เปลี่ยนไปปลูกพืชยืนต้น

4. อ้อยโรงงาน

วันเริ่มต้นฤดูฝน

ฝนรวม

วันฝนตก

อุณหภูมิ

ผลผลิตลด

ขาดน้ำ แห้งตาย

ศัตรูพืช

การจัดการธาตุอาหาร ในดิน

ปรับปรุงพันธุ์

เปลี่ยนไปปลูกพืชยืนต้น

5. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันเริ่มต้นฤดูฝน

ฝนรวม

วันฝนตก

อุณหภูมิ

ผลผลิตลด

ขาดน้ำ แห้งตาย

ศัตรูพืช

 

แหล่งที่มา: รายงานการสังเคราะห์และประมวลผลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1 (2554)

ข้าวนาปี

              พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในอนาคตอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลิตมากนัก แต่มีข้อกังวลเรื่องพื้นที่ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตข้าว ส่วนปริมาณน้ำฝนรายปีอาจจะเพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่กลับลดลงในพื้นที่ภาคกลางและอาจส่งผลต่อการผลิตข้าวบ้าง แต่ปัจจัยที่สำคัญ คือ การเริ่มต้นของฤดูฝน ซึ่งความแปรปรวนของภูมิอากาศอาจทำให้ฝนตกล่าช้าและทำให้เกษตรกรไม่สามารถเตรียมแปลงและกล้าได้ ความแปรปรวนของภูมิอากาศอาจทำให้จำนวนและความถี่ของพายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดอุทกภัยได้

ข้าวนาปรัง

              บริเวณที่ทำการเพาะปลูกโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตชลประทานบริเวณภาคกลาง เป็นระบบการผลิตที่เปิดรับกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอากาศโดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝน ระบบการผลิตมีความอ่อนไหวต่อการควบคุมและระบายน้ำของภาครัฐ ซึ่งมีทั้งเพื่อการชลประทานในฤดูแล้งและการจัดการอุทกภัยในฤดูฝน จากการทบทวนงานวิจัยที่ใช้แบบจำลองประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง โดยสรุป พบว่า ผลผลิตข้าวในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงจากระดับของปีฐานแต่ไม่มากนัก

มันสำปะหลัง

              เป็นพืชที่มักปลูกในพื้นที่ดอนซึ่งเป็นแหล่งที่สร้างผลผลิตหลักในประเทศ มันสำปะหลังมีการเปิดรับต่อปริมาณน้ำฝนที่อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้หัวมันสำปะหลังมีโอกาสเน่าเสียได้ง่ายขึ้นและจะทำให้ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ อุณหภูมิและความชื้นอากาศและในดินที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต อาจจะทำให้ศัตรูของมันสำปะหลังมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้แก่ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว ไรแดง ปลวก และแมลงนูนหลวง แต่ยังไม่มีการศึกษาโดยตรง

อ้อยโรงงาน

              เป็นพืชที่ปลูกข้ามแล้งและจะเปิดรับกับช่วงหน้าแล้งที่ยาวนานขึ้นกว่าอดีต อ้อยโรงงานจะประสบปัญหาการขาดน้ำและทำให้ประชากรและความหนาแน่นของอ้อยต่อพื้นที่ลดลง และส่งผลกระทบให้ผลผลิตอ้อยลดลงตามไปด้วย ในขณะที่ช่วงฤดูฝนซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณฝนมากขึ้นอาจจะทำให้อ้อยเปิดรับต่อภาวะน้ำท่วมขังทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและพัฒนาการได้

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

            เป็นพืชที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนจะเปิดรับกับความไม่แน่นอนของวันเริ่มต้นฤดูฝน ทำให้การเริ่มต้นของฤดูปลูกไม่แน่นอน ความแปรปรวนของฝนในฤดูการผลิตอาจจะมีผลทำให้ข้าวโพดเสี่ยงต่อการระบาดของแมลงและโรคข้าวโพด ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก

(2) ตัวอย่างการประเมินความเปราะบางด้านปศุสัตว์และประมง

             เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงด้านปศุสัตว์และการประมง พบว่า
            (1) สัตว์บก ประกอบด้วย อุณหภูมิ ปริมาณและคุณภาพน้ำและแหล่งน้ำ ภายใต้สภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงขึ้นย่อมส่งผลให้เกิดภาวะเครียดในสัตว์ รวมถึงการขาดแคลนแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เปิดซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ โรคระบาด หรือการตายในสัตว์ได้
            (2) สัตว์น้ำ ประกอบด้วย อุณหภูมิ ความเค็ม ปริมาณตะกอน ความเข้มแสง ความเป็นกรด ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น กุ้งกุลาดำจะติดโรคง่ายขึ้น หรือส่งผลต่ออัตราการรอดของลูกปลา ลูกปู และหอยหลายชนิดจะเริ่มตายที่อุณหภูมิ 37 oC ความเค็มที่ลดลงทำให้อัตราการรอดของลูกสัตว์น้ำทะเลและการเจริญเติบโตของกุ้ง หอย ปู ปลาหมึกน้อยลง นอกจากนี้ ปริมาณตะกอน ยังมีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งหลายชนิด ซึ่งหากปริมาณความเข้มข้นของตะกอนอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ทั้งนี้ ความอ่อนไหวของสิ่งมีชีวิตทางทะเลต่อปัจจัยภูมิอากาศ ดังแสดงในตารางที่ 2-3 

ตารางที่ 2-2 ความอ่อนไหวของสิ่งมีชีวิตทางทะเลต่อปัจจัยภูมิอากาศ
สิ่งมีชีวิตอุณหภูมิแสงความเค็มpHตะกอน
แพลงก์ตอนพืชและสัตว์  
สาหร่ายทะเล   
หญ้าทะเล    
ต้นไม้ในป่าชายเลน    
ปะการัง    
กุ้ง   
ปู 
หอย  
ปลาหมึก   
ปลิงทะเล    
ปลา 
เต่าทะเล    

แหล่งที่มา: รายงานการสังเคราะห์และประมวลผลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1 (2554)

2.4.2 แนวทางและทางเลือกในการปรับตัวสำหรับภาคการเกษตรของประเทศไทย

             ในปัจจุบันการเกษตรของประเทศไทยมีการบริหารจัดการความเสี่ยงและความเปราะบางต่อภูมิอากาศ โดยเฉพาะสภาพอากาศแปรปรวนทั้งในระดับไร่นา ระดับลุ่มน้ำหรือลุ่มน้ำย่อย ซึ่งการชลประทานเป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยงที่สำคัญของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบเกษตรนอกพื้นที่ชลประทานซึ่งอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลเป็นหลักนั้น ก็มีการดำเนินกิจกรรมด้านชลประทานขนาดเล็กควบคู่กับการอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล เช่น การขุดบ่อน้ำขนาดเล็ก การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กของชุมชน หรือการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อกิจกรรมการเกษตรในชุมชน เป็นต้น แต่ประเด็นที่พึงพิจารณา คือ ภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศในปัจจุบันเริ่มส่งผลให้ระบบเกษตรต้องพึ่งพาการจัดหาทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรมากขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของฤดูกาลและการกระจายตัวของฝนในรอบปี นอกจากนั้น การทำเกษตรแบบเข้มข้นโดยการปลูกพืชหลายรอบในรอบปี และการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ทำให้รูปแบบความต้องการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในแง่ของปริมาณความต้องการใช้น้ำและห้วงเวลาที่ต้องการใช้น้ำในรอบปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบเกษตรต้องพึ่งพาการจัดหาน้ำมากขึ้น ภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศในระยะที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ระบบชลประทานทั้งขนาดใหญ่และเล็กอาจจะไม่สามารถใช้งานได้เต็มขีดความสามารถ เนื่องจากมีปริมาณน้ำในระบบชลประทานน้อยกว่าศักยภาพการกักเก็บ ทำให้การจัดสรรน้ำระหว่างภาคส่วนต้องจัดทำอย่างระมัดระวังมากขึ้น และอาจมีการจำกัดพื้นที่เพาะปลูกเนื่องจากไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมการเกษตรต่าง ๆ นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ นอกจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนจะส่งผลกระทบต่อน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรการผลิตหลักของภาคการเกษตรแล้ว การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่จะเพิ่มสูงขึ้น และระยะเวลาที่มีอากาศร้อนในรอบปียาวนานขึ้นในอนาคตก็อาจส่งผลให้ระบบชลประทานสามารถพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติได้น้อยลงเช่นกัน ดังนั้น รายงาน IPCC AR4 และ IPCC AR5 ได้เสนอแนวทางการปรับตัวในภาคการเกษตรซึ่งสามารถสรุปแสดงดังตารางที่ 2-3 

ตารางที่ 2-3 แนวทางการปรับตัวในภาคการเกษตร
แนวทางรายละเอียด
1. การปรับปรุงพันธุ์และการใช้พันธุ์พืชที่เหมาะสม
  • พันธุ์พืชที่มีความทนทานต่อความร้อนและภาวะแห้งแล้งตลอดจนน้ำท่วม
  • พันธุ์พืชที่มีความทนทานต่อโรคพืชและแมลง
  • พันธุ์พืชที่มีความทนทานต่อความเค็มของน้ำและดิน
  • พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น
2. การจัดการแปลงเพาะปลูก
  • การปรับเปลี่ยนการให้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง
  • การปรับเปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาล
3. การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร
  • การพัฒนาและจัดแจกพันธุ์พืชที่ทนต่อภาวะแห้งแล้ง โรคพืช แมลง และความเค็มของดินและน้ำ
  • ปรับปรุงพันธุ์สัตว์โดยการผสมข้ามสายพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น
4. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเกษตร
  • การปรับปรุงการจัดหาและจัดสรรน้ำเพื่อปศุสัตว์
  • การปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อการเกษตรและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  • การปรับปรุงการสำรองน้ำฝน
  • การปรับปรุงระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในระดับท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติเพื่อการวางแผนที่ดีขึ้น
  • การปรับปรุงระบบการจัดการน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำท่วม
  • การปรับปรุงการสื่อสารด้านการพยากรณ์อากาศต่อเกษตรกร
5. การเลี้ยงสัตว์
  • การปรับปรุงพันธุ์ที่มีความทนทานกับสภาพอากาศและให้ผลผลิตสูง
  • การจัดการเรื่องการจัดหาและสำรองอาหารสัตว์
  • การปรับปรุงการจัดการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และการเก็บเกี่ยวอาหารสัตว์
  • การปรับปรุงการหมุนเวียนทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
  • การใช้พันธุ์หญ้าพื้นถิ่นที่มีความทนทานสูงในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
  • การเพิ่มจำนวนพืชต่อพื้นที่ในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
  • การจัดให้มีการสนับสนุนด้านอาหารเสริมและบริการสัตวแพทย์
6. การประมง
  • การปรับปรุงพันธุ์ปลาให้สามารถทนต่ออุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น
  • พัฒนาการจัดการการประมงให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ดัดแปลงข้อมูลจาก : รายงานการสังเคราะห์และประมวลผลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 (2559)

        นอกจากนี้ แนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภาคการเกษตรนอกเหนือจากรายงาน IPCC ยังมีรายงานของ FAO (2007) ที่ได้เสนอแนวทางการปรับตัว ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูก การปรับปรุงพันธุ์และการเลือกใช้พันธุ์ที่เหมาะสม การจัดการน้ำและการชลประทาน การจัดการแปลงเพาะปลูก โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ย และวิธีการเตรียมแปลงเพาะปลูก รวมถึงการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารรายงานวิจัยต่าง ๆ สามารถสรุปแนวทางการปรับตัวด้านเกษตรและความมั่นคงทางอาหารดังนี้

(1) แนวทางและทางเลือกในการปรับตัวรายพืชเศรษฐกิจ

ข้าว

        มาตรการหรือแนวทางการปรับตัวมักเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่นำเสนอเชิงวิชาการ เช่น การปลูกข้าวพันธุ์ขึ้นน้ำ การปรับปรุงพันธุ์ข้าว การนำข้าวขึ้นจากนามาปลูกที่อื่น การเลือกปลูกข้าวพันธุ์ที่ทนแล้ง การจัดการธาตุอาหารอินทรีย์สารในดิน และการทำวนเกษตรและเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในบางกรณีอาจไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับพื้นที่และอาจมีผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การปลูกข้าวพันธุ์ที่ทนแล้งทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตแต่อาจไม่ตรงกับความต้องการของตลาดหรือมีคุณค่าทางโภชนาการไม่มากนัก ผลการทบทวนงานวิจัยเพิ่มเติม พบว่า งานวิจัยของสุจริต คูณธนะวงศ์กุล และคณะ (2560) ได้นำเสนอแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระบบการผลิตข้าวนาน้ำฝนอย่างยั่งยืนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้กำหนดแนวทางการปรับตัว 4 รูปแบบ คือ 1) ปลูกข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อาทิ นาดอนปลูกข้าวอายุเบาหรือข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง หรือนาลุ่มปลูกข้าวอายุหนัก 2) ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกเป็นการหว่านข้าวแห้งเพื่อรอฝน ร่วมกับการวางแผนการปลูกโดยเลื่อนระยะเวลาหว่านข้าวออกไปหากฝนแล้งช่วงต้นฤดู หรือนาลุ่มหว่านข้าวแห้งรอฝน ส่วนนาดอนตกกล้าเผื่อไว้ปักดำในช่วงที่มีน้ำขัง 3) จัดหาเครื่องทุ่นแรงขนาดเล็ก เงินทุน และแหล่งน้ำสำรองขนาดเล็ก วางแผนการใช้ปัจจัยการผลิต เน้นการทำนาแบบประณีต ใช้พื้นที่น้อยเพื่อเพิ่มผลผลิต และทำนาแบบอินทรีย์ ทำการเกษตรที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และรักษาสิ่งแวดล้อม และ 4) ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาดอนสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น ทั้งนี้ แนวทางการปรับตัวสำหรับพื้นที่นาข้าวต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงมากกว่านี้ เช่น การกำหนดมาตรการภาครัฐเพื่อให้เกษตรกรเข้าระบบประกันความเสี่ยง การจัดทำข้อกำหนดการปลูกข้าวที่ได้ราคาสูง นอกจากนี้ ตัวอย่างการปรับตัวที่ดีโดยภูมิปัญญาชาวบ้านจะเป็นวิธีการดำเนินงานที่ยั่งยืน แต่ต้องมีกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

อ้อยโรงงาน

        ปัญหาการผลิตอ้อยเกิดขึ้นเนื่องจากดินที่ปลูกมีสภาพที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเก็บน้ำและระบายน้ำ จากผลการทดลองในสภาพอากาศเดียวกัน ดินสองชนิดที่มีสมบัติทางกายภาพต่างกันมีผลต่อการให้ผลผลิตของอ้อย ในขณะเดียวกัน อ้อยเป็นพืชอายุยาว การกระจายตัวของน้ำฝนจึงมีความสำคัญต่อการให้ผลผลิตของอ้อย ความต้องการน้ำของอ้อยประมาณ 4 – 5 มิลลิเมตรต่อวันตลอดช่วงฤดูปลูก ปริมาณน้ำฝนต่อวันที่มากขึ้นไม่ได้ทำให้อ้อยเจริญเติบโตมากขึ้น แต่อาจส่งผลให้การเกิดน้ำขังหากการระบายน้ำไม่ดี อย่างไรก็ตาม การศึกษาโดยการใช้แบบจำลองผลผลิตเกษตรนี้ยังไม่สามารถจำลองการเจริญเติบโตภายใต้สภาพน้ำท่วมขังได้ ดังนั้น แนวทางการปรับปรุงผลผลิตอ้อย สามารถทำได้ 2 แนวทาง คือ การให้น้ำเสริมในช่วงสามเดือนแรกหลังปลูก และการปรับปรุงดินให้เก็บน้ำและระบายน้ำได้อย่างเหมาะสม

มันสำปะหลัง

         แนวทางการปรับตัวสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง จะต้องปรับสภาพดินและมีการไถเตรียมดินปลูกให้มีความลึกพอที่จะสามารถระบายน้ำลงสู่ดินชั้นล่างได้ดี หรืออาจมีการใส่อินทรีย์วัตถุเพื่อปรับปรุงให้ดินมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการที่รากพืชจะเติบโตและเข้าไปหาความชื้นที่อยู่ในดินชั้นล่างได้ดียิ่งขึ้น มีข้อเสนอให้ทำการปรับเปลี่ยนปฏิทินการปลูก เช่น การเปลี่ยนมาปลูกในช่วงปลายฝน เพราะคุณสมบัติด้านกายภาพของดินจะกักเก็บความชื้นได้ดี ส่งผลให้ค่าสัมประสิทฺธิ์การเจริญเติบโตของรากมีความสัมพันธ์กับความลึกของดินเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ดังนั้น หากปลูกมันสำปะหลังช่วงปลายฤดูฝน ความชื้นในดินจะเพียงพอที่จะทำให้เติบโตผ่านฤดูแล้งจนได้อายุประมาณ 6 เดือน ซึ่งจะมีการสร้างหัวและรากในดินมากพอที่จะใช้น้ำหรือความชื้นในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การศึกษาในระดับพื้นที่ของ อภินันท์ พัชโรภาสวัฒนกุล (2553) ที่ได้วิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรณีศึกษา: จังหวัดนครราชสีมา พบว่า แนวทางปรับตัวของเกษตรกร ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนพันธุ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันโดยรับแจกจากกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ รองลงมาเกษตรกรจะทำการปลูกพืชหลายชนิด เช่น อ้อย ยางพารา และข้าวโพด เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ มีการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศจากวิทยุชุมชน ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานส่งเสริมการเกษตรควรอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเพาะปลูกมันสำปะหลังในฤดูกาลที่เหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเกษตรอย่างพอเพียงจะนำไปสู่การปรับตัวได้ดีมากขึ้น

ข้าวโพด

          ปัญหาของการปลูกข้าวโพดเกิดจากสภาวะเครียดจากการขาดน้ำ (Water stress) ในช่วงออกดอกติดฝัก โดยมีความสัมพันธ์ในทางลบระหว่างผลผลิตเมล็ดกับดัชนีความเครียดจากการขาดน้ำในระดับสูง ซึ่งอาจต้องทำการปรับตัวโดยการเปลี่ยนวันปลูก อย่างไรก็ตาม สำหรับการปลูกข้าวโพดนั้น ดินเป็นเป็นสาเหตุหลักของปัญหามากกว่าสภาพภูมิอากาศ คุณสมบัติของดินมีผลกระทบต่อผลผลิตเมล็ดที่ลดลงและน้ำหนักแห้งรวมของข้าวโพด ดังนั้น การปลูกข้าวโพดอาจจำเป็นต้องปรับปรุงกรรมวิธีฟื้นฟูดินด้วยชีวเกษตรควบคู่กับการใช้สารเคมีที่เหมาะสม

ยางพารา

            ปัญหาหลักของสวนยางพาราเกิดจากอุทกภัยและวาตภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ซึ่งแนวทางการปรับตัวของเกษตรกรชาวสวนยางพารา แบ่งออกเป็น
            (1) เขตพื้นที่ราบ ใช้วิธีการยกร่องสวนยาง การทำพื้นที่ระบายน้ำ การใช้พันธุ์ยางพาราที่ทนน้ำขังได้นาน การใช้ปุ๋ยชีวภาพในการบำรุงดิน การเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่เพื่อหารายได้ และการปรับเปลี่ยนจากการปลูกยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมันเนื่องจากมีการจัดการที่ไม่ยุ่งยาก และปัญหาการบริหารจัดการแรงงานง่ายกว่ายางพารา
            (2) พื้นที่เชิงเขา มีการปรับตัวโดยการเลือกใช้เมล็ด (มีรากแก้ว) ในการปลูกยาง เพื่อให้ยึดติดกับดินและป้องกันดินถล่ม ทั้งนี้ วิธีการปรับตัวของเกษตรกรชาวสวนยางพาราค่อนข้างมีความชัดเจนและสามารถนำไปใช้จริงได้ในระดับพื้นที่ (สายัณห์ สดุดี และบัญชา สมบูรณ์สุข, 2556)

(2) แนวทางและทางเลือกในการปรับตัวด้านการปศุสัตว์

          ข้อมูลจากรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ครั้งที่ 1 และ 2 ได้ระบุแนวทางการปรับตัวในเชิงวิชาการ ประกอบด้วย
          (1) การปรับปรุงสายพันธุ์
          (2) การหาแหล่งอาหารสำรอง
          (3) การเลือกใช้พืชอาหารที่หาได้ในท้องถิ่น
          (4) การปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีเลี้ยงให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ
          (5) การปรับปรุงโรงเรือนเลี้ยงให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ
          (6) การใช้อินทรีย์สารในการทำความสะอาดโรงเรือน
          (7) การทำปุ๋ยชีวภาพ
          (8) การบันทึกข้อมูลและจัดทำฐานข้อมูล 
          (9) การรวมกลุ่มเกษตรกรและการมีเครือข่ายกับหน่วยงาน/ องค์กรที่เกี่ยวข้อง
          รวมถึงการแสวงหาความรู้ใหม่ นอกจากนี้ มีการเสนอแนวทางการปรับตัวเชิงมหภาค เช่น การสร้างหน่วยงานจัดการความรู้ที่เป็นอิสระด้านปศุสัตว์ การสร้างหน่วยงานส่งเสริมการจัดการความรู้ที่เป็นอิสระ การสร้างกองทุนนวัตกรรมทางสังคมเพื่อเป็นเครื่องมือการปรับตัวที่สอดคล้องกับบริบทประเทศ และแนวทางเชิงจุลภาค ได้แก่ การติดตามการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและปัจจัยต่าง ๆ ในกระบวนการผลิตและปศุสัตว์ การสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และการสร้างระบบประเมินความเสี่ยง เป็นต้น

(3) แนวทางและทางเลือกในการปรับตัวด้านการประมง

           การประมง อาจจำแนกออกเป็น 2 พื้นที่ คือ การทำประมงน้ำจืด และการทำประมงชายฝั่งรวมเพาะเลี้ยง ซึ่งเมื่อพิจารณารูปแบบหรือแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแล้วพบว่ามีความสอดคล้องกัน ดังนี้  
          (1) การเลือกใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้านที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ และฤดูกาล
          (2) การกันเขตอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ
          (3) การรวมกลุ่มชาวประมงเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
          (4) การถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่รุ่นลูกหลาน
          (5) การติดตามพยากรณ์อากาศท้องถิ่น
          (6) การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่หามาได้
          (7) การสำรองอาหารกรณีเกิดภัยพิบัติ
          (8) การแสวงหารายได้จากแหล่งอื่นมาชดเชยการสูญเสียในช่วงที่เกิดความผิดปกติด้านสภาพภูมิอากาศและการหาอาชีพเสริม

3. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

3.1 กรอบแนวคิดด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

             ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง ทรัพย์อันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในแต่ละวันมนุษย์ได้นำทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น อากาศ ดิน น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ ฯลฯ มาสร้างความสะดวกสบายในรูปของประโยชน์ทางตรงอย่างปัจจัยสี่ และประโยชน์ทางอ้อม เช่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่บำบัดน้ำและผลิตออกซิเจน เป็นต้น โดยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี พ.ศ. 2562 ของสหประชาชาติ ได้มีเป้าประสงค์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยจัดการ คุ้มครอง และยับยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพออกมาตราการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางเทคโนโลยี การเงิน และกฎหมาย เพื่อไม่ให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินกำลังการผลิต ส่งเสริมให้ชุมชนเข้าถึงทรัพยากร บูรณาการแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและท้องถิ่น 

              ในการศึกษาแนวทางด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและการจัดทำแผนการปรับตัวแห่งชาติ ได้ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรธรรมชาติ 3 ระบบนิเวศ ได้แก่ ป่าไม้ พื้นที่ ชุ่มน้ำ และป่าชายเลน ซึ่งคำนิยามกับระบบนิเวศดังกล่าวเป็นดังต่อไปนี้

นิยามของระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง

         ป่าไม้ หมายถึง บริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิด ขนาดต่าง ๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและกว้างใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ มีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (กรมป่าไม้, 2561)

         พื้นที่ชุ่มน้ำ ครอบคลุมถึงที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ และแหล่งน้ำชั่วคราวและถาวรอันมีความลึกไม่เกิน 6 เมตร ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น

         ป่าชายเลน หมายถึง ระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2556)

เอกสารอ้างอิง:

  1. United Nations. (2019). The Sustainable Development Goals Report 2019. Retrieved from https://unstats.un.org/sdgs/report/2019/The-Sustainable-Development-Goals-Report-2019.pdf
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  3. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2020). ข้อมูลทั่วไปของป่าชายเลน, ระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จากhttps://km.dmcr.go.th/th/c_11
  4. กรมป่าไม้. (2020). 21 มีนาคม…วันป่าไม้โลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561. จากhttps://www.facebook.com/royalforestdepartment/photos/21–มีนาคมวันป่าไม้โลกป่าไม้-หมายถึง-บริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิด-ขนาดต่างๆ-ขึ้นอยู่/2463399533720756/

3.2 สถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรธรรมชาติ

          ชีวาลัย (Biosphere) หรือส่วนที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ระบบนิเวศต่าง ๆ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ ชีวาลัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิอากาศโลกที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับบรรยากาศ อุทกภาค ปฐพีภาค และส่วนที่เป็นน้ำแข็ง ชีวาลัยนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการหมุนเวียนออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ กำมะถัน และธาตุรอง (Trace Element)  อันเป็นแร่ธาตุที่พบน้อยแต่มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต รวมถึงสารประกอบคาร์บอน หากชีวาลัยหยุดกระบวนการการสร้างก๊าซและสาร เหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปจากระบบภูมิอากาศ และส่งผลต่อการให้กำเนิดและการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ดังแสดงในรูปที่ 19

รูป 19 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและองค์ประกอบของภูมิอากาศโลก (ดัดแปลงจาก Schematic of the coupling of terrestrial ecosystems and the hydrologic cycle via energy and water exchange and aerosol processing โดย Barth, M. et al., 2015. และ A simple diagram of parts of the carbon cycle, emphasizing the terrestrial (land-based) parts of the cycle. โดย UCAR, 2007)

3.3.1 การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ

             จากรายงานเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี พ.ศ. 2562 ของสหประชาชาติ พบว่า ระบบนิเวศได้รับการอนุรักษ์มากขึ้น ได้แก่ ป่าไม้และระบบนิเวศบนบก ระบบนิเวศน้ำจืด และระบบนิเวศภูเขา ระบบนิเวศชายฝั่งเกือบครึ่งหนึ่งของโลกมีคุณภาพน้ำดีขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 – 2561 ซึ่งพื้นที่ร้อยละ 17 ของทะเลอาณาเขตของรัฐทั่วโลกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ หรือมีพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2553 แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ร้อยละ 25 ของที่ดินทั่วโลกเสื่อมโทรมลง และความหลากหลายทางชีวภาพลดลงร้อยละ 10 ภายในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2538 – 2562) โดยเฉพาะกลุ่มปลามีระดับความมั่นคงทางชีวภาพลดลงจากร้อยละ 90 เหลือร้อยละ 67 ในปี พ.ศ. 2517 และปี พ.ศ. 2558 ตามลำดับ จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงความอุดมสมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย การเปลี่ยนแปลงที่และการปรับตัวต่อสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตนั้นประกอบด้วยแรงขับเคลื่อนสองมิติได้แก่ (1) แรงขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และ (2) แรงขับเคลื่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

  1. แรงขับเคลื่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบทรัพยากรธรรมชาติ เป็นดังต่อไปนี้
    • การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและวัสดุปกคลุมดิน ป่าไม้ทั่วโลกมีแนวโน้มค่อย ๆ แปรสภาพเป็นพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น
    • การตกสะสมของไนโตรเจน ไนโตรเจนส่วนนี้มาจากการใช้ปุ๋ยในภาคการเกษตร การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยสิ่งปฏิกูล และของเสีย เมื่อถูกชะสู่แหล่งน้ำจะเป็นกลายธาตุอาหารทำให้เกิดแพลงก์ตอนและสาหร่ายบลูม อาจส่งผลให้แหล่งน้ำขาดออกซิเจน
    • การเพิ่มขึ้นของก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นโทรโปสเฟียร์ ทำให้พืชปิดปากใบมากขึ้นและลดการดูดน้ำจากดิน เมื่อดินมีน้ำมากขึ้น น้ำจะซึมลงดินน้อยลงและกลายเป็นน้ำท่าไหลเข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าชายเลน
    • การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งน้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการชะสารอาหารจากบนบกลงสู่แหล่งน้ำและการหายใจของแบคทีเรีย ส่งผลให้ผู้ผลิตอย่างพืชและสาหร่ายนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการเจริญเติบโตมากขึ้น สิ่งมีชีวิตแย่งกันหายใจมากขึ้น ปริมาณออกซิเจนลดลง สัตว์น้ำซึ่งหมายรวมถึงพืชและสาหร่ายขนาดเล็กตายลง ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำรวมถึงป่าชายเลนทรุดโทรม
  2. แรงขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อระบบทรัพยากรธรรมชาติ เป็นดังต่อไปนี้
    • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและภาวะสุดขีดด้านอุณหภูมิ เช่น อากาศร้อนจัด หนาวจัด และภัยแล้ง ทำให้เสี่ยงต่อไฟป่า และการขาดแคลนน้ำภายในระบบนิเวศยาวนานขึ้น
    • ทะเลกรด ส่งผลต่อความเป็นกรดเบสของน้ำทะเล และสิ่งมีชีวิตที่สร้างเปลือกคาร์บอเนต เช่น ปะการัง และหอยในทะเลเปิด เป็นต้น
    • การเพิ่มสูงขึ้นของน้ำทะเล เร่งการกัดเซาะชายฝั่ง พายุซัดฝั่ง และน้ำท่วมระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง
    • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฝนและสภาวะสุดขีดของฝน ทำให้เกิดภัยแล้ง พายุซัดฝั่ง น้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงฤดูกาล น้ำท่วม น้ำท่วมขัง และน้ำไหลบ่า   

3.3 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย

3.3.1 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย

             จากรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2561 จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าทรัพยากรธรรมชาติมี
ทิศทางการเปลี่ยนแปลงทั้งที่ดีขึ้นและน่าเป็นห่วงดังต่อไปนี้

            ทรัพยากรธรรมชาติที่มีทิศทางดีขึ้น

  • ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า พบจำนวนการเกิดไฟป่าลดลง และการจัดตั้งป่าชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่า ทรัพยากรประมงอุดมสมบูรณ์ขึ้น

           ทรัพยากรธรรมชาติที่มีทิศทางน่าเป็นห่วง

  • ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้น และจำนวนสัตว์หายากเกยตื้นเพิ่มขึ้น
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมีแนวโน้มรุกรานมากขึ้น

3.3.2 ข้อมูลเฉพาะด้านความหลากหลายชีวภาพ ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าชายเลนของประเทศไทย

              ความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานจำนวนชนิดพันธุ์ของความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในปี พ.ศ.2560 โดยเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังถูกคุกคาม 2,276 ชนิด สูญพันธุ์แล้ว 8 ชนิด และพบชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม 569 ชนิด มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 185 ชนิด และใกล้สูญพันธุ์ 102 ชนิด อันเนื่องมาจากภัยคุมคาม ถิ่นที่อยู่เสื่อมโทรม ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น การพัฒนาเกินขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้วและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกรานเพิ่มขึ้น ดังแสดงในรูปที่ 20

รูปที่ 20 จำนวนชนิดพันธ์ที่มีสถานภาพถูกคุมคาม

ป่าไม้

          พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2516 คิดเป็นร้อยละ 43.21 ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด จากนั้นในปีพ.ศ. 2541 พื้นที่ป่าไม้ เล็กที่สุดเพียงร้อยละ 25.28 แต่ภายหลังปี 2556 เป็นต้นมาพื้นที่ป่าไม้ได้คงที่และค่อย ๆ ขยายขึ้นจนมีพื้นที่ร้อยละ 31.68 ของพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด โดยป่าไม้ในภาคเหนือมีสัดส่วนมากที่สุด รองมาคือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก ตามลำดับ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ที่มีสัดส่วนป่าน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมด (ที่มา : สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้) ปัจจัยขับเคลื่อนเสริมคือการลักลอบล่าและค้าของป่า การขยายตัวของการท่องเที่ยว สถานการณ์พื้นที่ป่าไม้ค่อนข้างคงที่ คดีบุกรุกพื้นที่ป่าและคดีการค้าสัตว์ป่าลดลง การเกิดไฟป่าลดลง มีการจัดตั้งป่าชุมชนอย่างต่อเนื่อง สัตว์ป่าได้รับการปล่อยคืนสู่ป่าเพิ่มขึ้น ดังแสดงในรูปที่ 21

รูปที่ 21 เปรียบเทียบพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี พ.ศ.2559-2561

พื้นที่ชุ่มน้ำ

           ในปี พ.ศ. 2542 ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ไม่ใช่นาข้าวคิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยกลุ่มที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ มี 61 แห่ง ระดับชาติ 48 แห่ง และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับท้องถิ่น 19,295 แห่ง โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar sites) แล้ว 14 แห่ง นอกจากนี้มีพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมควรได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟู 28 แห่ง (สผ. 2558) โดยพื้นที่ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำเสื่อมโทรม ได้แก่ การบุกรุก การขุดคลองระบายน้ำออกจากพรุ การเผาพื้นที่ เปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมอันเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้พรุ การใช้น้ำใต้ดินและน้ำบาดาลเกินขีดความสามารถของพื้นที่ชุ่มน้ำทำให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน

ป่าชายเลน

           ในปี พ.ศ. 2561 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สามารถบูรณาการพลิกฟื้นเนื้อที่ป่าชายเลน 8,813 ไร่ จากการปลูกป่าชายเลนเพื่อการใช้สอย การบรรเทาอุทกภัย รวมถึงการทำกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพื้นที่ป่าชายเลนส่วนหนึ่งได้รับการจัดการปัญหาที่ดินทำกิน/ ที่อยู่อาศัย (ที่มา : รายงานประจำปี 2561 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)

3.3.3 ข้อมูลสังเกตการณ์ และการคาดการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย

ป่าไม้

การเปลี่ยนแปลงผลกระทบต่อระบบนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและรูปแบบของฝนก่อให้เกิดภัยจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศและน้ำ สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ ภัยจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฝน และสภาวะสุดขีดของฝน ฤดูกาลเปลี่ยน เพิ่มความรุนแรงของมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน ก่อให้เกิดน้ำท่วมจากฝนตกหนัก ภาวะแห้งแล้ง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของน้ำท่า สภาพแวดล้อมที่สัตว์และพืชไม่สามารถทนได้ จากเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ การอพยพ การเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์
การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลก่อให้เกิดภัยจากการกัดเซาะชายฝั่ง พายุซัดฝั่ง และน้ำท่วมชายฝั่ง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดิน และสภาพแวดล้อมที่พืชและสัตว์ไม่สามารถทนได้ ทำให้เกิดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้ำใต้ดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพดินและธาตุอาหาร

พื้นที่ชุ่มน้ำ

การเปลี่ยนแปลงผลกระทบต่อระบบนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและรูปแบบของฝน

ก่อให้เกิดภัยจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศและน้ำ สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ ภัยจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฝน และสภาวะสุดขีดของฝน ฤดูกาลเปลี่ยน เพิ่มความรุนแรงของมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน ก่อให้เกิดน้ำท่วมจากฝนตกหนัก ภาวะแห้งแล้ง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของน้ำท่า สภาพแวดล้อมที่สัตว์และพืชไม่สามารถทนได้ จากเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ การอพยพ การเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์

การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลก่อให้เกิดภัยจากการกัดเซาะชายฝั่ง พายุซัดฝั่ง และน้ำท่วมชายฝั่ง การปนเปื้อนของน้ำเค็มในชั้นน้ำจืดบริเวณชายฝั่ง และสภาพแวดล้อมที่สัตว์และพืชไม่สามารถทนได้

ป่าชายเลน

การเปลี่ยนแปลง

ผลกระทบต่อระบบนิเวศ

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศและน้ำทะเล และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฝน

ก่อให้เกิดภัยจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ ฤดูกาลเปลี่ยนภาวะแห้งแล้ง เพิ่มความรุนแรงของมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน และน้ำท่วมจากฝนตกหนัก การเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเบส ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของน้ำท่า ระดับน้ำใต้ดิน และสภาพดินและธาตุอาหาร การเพิ่มจำนวนของสายพันธุ์รุกราน การระบาดของโรค สภาพแวดล้อมที่สัตว์และพืชไม่สามารถทนได้ จากเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ การอพยพ การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ และสุขภาพที่เสื่อมโทรม

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ก่อให้เกิดภัยจากการกัดเซาะชายฝั่ง พายุซัดฝั่ง และน้ำท่วมชายฝั่ง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดิน และสภาพแวดล้อมที่พืชและสัตว์ไม่สามารถทนได้ การเปลี่ยนแปลงน้ำใต้ดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพดินและธาตุอาหาร

เอกสารอ้างอิง

  1. ส่วนสื่อสารองค์กร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2561). รายงานประจำปี 2561
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. 2558. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2561. รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2561
  4. สํานักจัดการที่ดินป่าไม้กรมป่าไม้. (2560). บทสรุปสําหรับผู้บริหาร, โครงการจัดทําข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปีพ.ศ. 2559 – 2560.
  5. สํานักจัดการที่ดินป่าไม้กรมป่าไม้. (2561). บทสรุปสําหรับผู้บริหาร, โครงการจัดทําข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปีพ.ศ. 2560 – 2561.
  6. สํานักจัดการที่ดินป่าไม้กรมป่าไม้. (2562). บทสรุปสําหรับผู้บริหาร, โครงการจัดทําข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปีพ.ศ. 2561 – 2562.

3.4 ทบทวนข้อมูลความเปราะบางและการปรับตัวสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

            จากการทบทวนรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 พบว่า ระบบนิเวศป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศน้ำจืด ป่าชายเลน และระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทยเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศและน้ำ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกระจายตัวของฝน และการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล ส่วนแนวทางการปรับตัวนั้นเป็นบางแนวทางไม่ได้เป็นการจัดการกับปัจจัยหรือแรงขับเคลื่อนด้านภูมิอากาศโดยตรง แต่สามารถนำไปสู่การบริหารจัดการเชิงระบบเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติมีศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเผชิญได้ ทั้งนี้ทรัพยากรธรรมชาติสามารถปรับตัวตามธรรมชาติได้บางส่วน และมนุษย์สามารถช่วยลดข้อจำกัดที่ธรรมชาติไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการปรับตัวของพื้นที่และความหลากหลายทางชีวภาพ (Climate change 2014: Adaptation, and vulnerability, 2014) อย่างไรก็ตาม ได้มีหน่วยงานนำเสนอแนวคิดการประเมินความเปราะบางและแนวทางการปรับตัวด้านทรัพยากรธรรมชาติจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไว้ โดยยกตัวอย่างพอสังเขปได้ดังต่อไปนี้

3.4.1 ตัวอย่างการประเมินความเปราะบาง

รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2: องค์ความรู้ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้รวบรวมการวิเคราะห์การเปิดรับ ความอ่อนไหว และความเปราะบาง ดังตารางที่ 5-26, 5-27

ตารางที่ 3-1 การเปิดรับ ความอ่อนไหวและความเสี่ยงของระบบนิเวศป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง
การเปิดรับความอ่อนไหวและความเสี่ยง
ระบบนิเวศป่าไม้
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและการกระจายตัวของฝน
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ของประเทศไทยอย่างชัดเจน (คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2551)
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ส่งผลต่อจำนวนสายพันธุ์ของพืชอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่คือ การกระจายตัวของสายพันธุ์ต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปและมีอัตราการหมุนเวียนสูงโดยเฉพาะพืชไม่ผลัดใบ
  • การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณตอนบนและตะวันตกของภาคเหนือ (Trisurat et al, 2009)
  • การจำลองสภาพป่าไม้ภายใต้สภาพภูมิอากาศในอนาคตแบบ ECHAM4; A2 ตั้งแต่ปี ค.ศ.2030 – 2089 (พ.ศ.2573 – 2632) พบว่า
    • พืชไม่ผลัดใบจะสูญเสียสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสม โดยพื้นที่ที่เหมาะกับป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง และป่าผสมสน มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนในช่วงปีค.ศ.2030 – 2039 (พ.ศ.2573 – 2682) จนเหลือเพียงร้อยละ 1.34, 0.001 และ 14.8 ตามลำดับ และลดลงต่อเนื่องถึงปี ค.ศ.2089 (พ.ศ.2632)
    • พืชผลัดใบจะมีการขยายแหล่งกระจายพันธุ์ โดยพื้นที่ที่เหมาะสมกับป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ในช่วงปีค.ศ.2030 – 2039 (พ.ศ.2573 – 2682) และ ในช่วงปีค.ศ.2080 – 2089 (พ.ศ.2623 – 2632) มีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นร้อยละ 71.24, 73.18 และ 12.53, 20.78 ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศตามลำดับ
  • สัตว์ป่าอันมีโอกาสได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงมาก โดยสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเกินครึ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบสูงสุด (สถาบันธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553) อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้ประชากรสัตว์ป่าลดลง อันเนื่องจากความไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์และขนาดพื้นที่ถิ่นอาศัย ทำให้สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในแหล่งน้ำบริเวณป่าดิบเขาที่มีอุณหภูมิต่ำทั้งปี มีแนวโน้มสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่เนื่องจากสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม เช่น แหล่งน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น นกมีอัตราการฟักของไข่ลดลง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลต่อเพศของตัวอ่อน
  • จากการจำลองด้วยแบบจำลอง PRECISE โดยกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2634-2643) พบว่าปริมาณฝนเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลงทำให้แห้งแล้งมากขึ้น ส่งผลต่อการขยายพันธุ์ของพืชบนดอยสุเทพ-ปุย บริเวณแนวต่อป่า (Ecotone) ทำให้พันธุ์ไม้ผลัดใบจากป่าเต็งรังมีแนวโน้มการตั้งตัวรุกขึ้นในพื้นที่ระดับสูงมากขึ้น ขณะที่ชนิดพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบของป่าดิบเขาระดับต่ำ ไม่สามารถขยายพันธุ์ในพื้นที่รอยต่อป่าเดิม ต้องร่นขึ้นพื้นที่ระดับสูง เนื่องจากอุณหูมิไม่เหมาะกับการตั้งตัวของกล้าไม้ (ศูนย์วิจัยป่าไม้, 2556)
  • อากาศร้อนขึ้นจะทำให้การติดดอกของนางพญาเสือโคร่ง (Prunus cerasoudes) ลดลง ส่งผลต่อรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชุมชน (ศูนย์วิจัยป่าไม้, 2556)
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกรณีศึกษาพื้นที่บริเวณรอบอุทยานแห่งชาติแสลงหลวง อันครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและเพชรบูรณ์ด้วยแบบจำลอง PRECISE พบว่าในทศวรรษที่ 21 อากาศจะร้อนขึ้นและความแห้งแล้งจะยาวนานขึ้นไม่เหมาะกับการตั้งตัวของกล้าสน ทำให้พื้นที่ป่าสนเขาลดลง ส่งผลต่อการท่องเที่ยวและส่งผลต่อสภาพแหล่งน้ำและลูกอ๊อดอันมีความสามารถในการอพยพจำกัดเจริญเติบโตกลายเป็นตัวผู้ทั้งหมด (ศูนย์วิจัยป่าไม้, 2556)
การเปิดรับความอ่อนไหวและความเสี่ยง
พื้นที่ชุ่มน้ำ
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศและน้ำ และการกระจายตัวของฝน
  • ก่อให้เกิดน้ำท่วมและภาวะแห้งแล้งบ่อยครั้งมากขึ้น
  • พื้นที่ชุ่มน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติในแผ่นดินและในบริเวณชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นระบบนิเวศน้ำจืดและน้ำกร่อยส่วนใหญ่มีความเปราะบาง และมีความสุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในอัตราที่สูง
  • พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติร้อยละ 13  อาทิ
    • แม่น้ำโขง
    • แม่น้ำแควใหญ่
    • แม่น้ำแม่กลอง
    • ดอนหอยหลอด
    • พื้นที่ชุ่มน้ำในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
    • พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ
    • พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ (พรุโต๊ะแดง)
    • พื้นที่ชุ่มน้ำในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี

ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง ร้อยละของพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบฯ ปานกลางและต่ำคือร้อยละ 7 และ 12 ตามลำดับ (สถาบันธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553)

การเปิดรับความอ่อนไหวและความเสี่ยง
ระบบนิเวศชายฝั่ง
การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
  • ระดับน้ำบริเวณทะเลอ่าวไทยในช่วง 25 ปีระหว่างปีค.ศ. 1985-2009 หรือ พ.ศ. 2528-2552 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 มิลลิเมตรต่อปี คาดว่าการทรุดตัวของแผ่นดินบริเวณปากแม่น้ำมีบทบาทสำคัญทำให้ระดับน้ำทะเลปานกลางของท้องถิ่นเพิ่มขึ้นด้วย
  • ระดับน้ำทะเลอันดามันเพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตรา 1.30-36.70 มิลลิเมตรต่อปี (กิรพัฆน์ และสมปรารถนา, 2555)
  • การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยด้วยเครื่องมือ Dynamic Interactive Vulnerability Assessment (DIVA) ของระดับน้ำทะเลปานกลางบริเวณจังหวัดกระบี่ในปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) และ ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) 11 และ 21 เซนติเมตรตามลำดับ โดยได้รับอิทธิพลจากลมท้องถิ่นในบางฤดูกาล ส่งผลต่อเสถียรภาพของชายฝั่ง และการปนเปื้อนของน้ำเค็มในชั้นน้ำจืดหรือบ่อน้ำตื้นบริเวณชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบนิเวศชายฝั่ง
  • ทรัพยากรชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน กลุ่มป่าชายเลน สัตว์ทะเล และนกชายฝั่งมีความเปราะบางมากเนื่องจากมีข้อจำกัดในการปรับตัว ส่วนทรัพยากรทางทะเลที่มีความเปราะบางน้อยเนื่องจากมีปรับตัวได้ดี ได้แก่ ทรัพยากรปะการัง หญ้าทะเล ทรัพยากรประมง แพลงก์ตอน และสัตว์หน้าดิน เป็นต้น (บริษัทเทสโก้ จำกัด, 2555)
  • ชายฝั่งประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งและการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล จำเป็นต้องกำหนดมาตราการป้องกันความสูญเสีย โดยเฉพาะพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ฉะเชิงเทรา – สมุทรสาคร และชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ตั้งแต่อ่าวสวี – อ่าวบ้านดอน ชายฝั่ง นครศรีธรรมราช สงขลา-แหลมโพธิ์ ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระดับความเสี่ยงรวมในระดับรุนแรงต่อการกัดเซาะชายฝั่งอยู่แล้วในปัจจุบัน (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2553)

3.4.2 แนวทางและทางเลือกในการปรับตัวสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

             การศึกษาแนวทางการปรับตัวสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกำหนดพื้นที่เสี่ยงและเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ โดยคำนึงปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคม อันรวมถึงการรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักของประชาชนในพื้นที่ และเกิดเป็นแนวทางทางและมาตราการในการปรับตัวของป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าชายเลน โดยการสรุปพอสังเขปจากรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2: องค์ความรู้ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ตารางที่ 3-2 ระบบนิเวศและแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ระบบนิเวศแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ป่าไม้
  • สำหรับระบบนิเวศภูเขา และนิเวศป่าไม้ เน้นการจัดการระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมและเป็นธรรม
  • การปรับนโยบายให้สะท้อนถึงการปรับบทบาทของทรัพยากรป่าไม้ โดยพิจารณาการบริการของระบบนิเวศ ซึ่งหมายรวมถึงคาร์บอนเครดิตและความหลากหลายทางชีวภาพ (Carbon credit and biodiversity)
  • การกำหนดมาตรการที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้สถานการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้แย่ลงกว่าเดิม เพื่อให้ระบบนิเวศได้ช่วยลดและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การดำเนินการโดยมีชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและรับผิดชอบ (ศูนย์วิจัยป่าไม้, 2556)
พื้นที่ชุ่มน้ำ
  • การออกมาตรการหยุดการทรุดตัวของแผ่นดินที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง (Sojisuporn et al, 2013)
ป่าชายเลน
  • การวางแผนก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภคให้ห่างจากป่าชายเลน เพื่อให้พื้นที่ป่าชายเลนสามารถขยายร่นเข้ามาในแผ่นดินได้มากขึ้นในอนาคต (Southeast Asia START Regional Center and WWF, 2008)

         นอกจากแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว มนุษย์ยังสามารถช่วยให้สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และระบบนิเวศสังคม (Socio-ecological system) ให้อยู่รอดและทำหน้าที่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ในระดับพอดี ตามแนวทางการปรับตัว ที่ IPCC ได้นำเสนอในรายงาน Climate change 2014: Adaptation, and vulnerability, 2014 สามารถสรุปได้พอสังเขปดังต่อไปนี้

ตารางที่ 3-3 แนวทางการสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (IPCC, Climate change 2014: Adaptation, and vulnerability, 2014)
แนวทางการปรับตัวรายละเอียด
การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation; EbA)
  • สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในเชิงระบบนิเวศหลักการนี้ปรับตัวโดยอาศัยนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Ecosystem services) และโครงสร้างสีเขียว (Green infrastructure) ภายใต้คำนึงถึงความสัมพันธ์องค์รวมเชิงระบบ การดำรงอยู่ของระบบนิเวศอย่างสมดุล ตัวอย่าง EbA เช่น การใช้พื้นที่ชุ่มน้ำลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพิ่มน้ำใต้ดินและกักเก็บน้ำฝน เป็นต้น
การลดความกดดันจากปัจจัยขับเคลื่อนที่ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง
  • โดยเฉพาะการจัดทำมาตรการการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการฟื้นฟูจะช่วยลดและบรรเทาผลกระจากปัจจัยการขับเคลื่อนอื่น ๆ ให้ระบบนิเวศสามารถอยู่รอด ปรับตัว และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
การกำหนดพื้นที่เขตอนุรักษ์
  • การปรับรูปแบบและการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์สามารถรักษาสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่ถูกแบ่งเป็นส่วนจากความเสื่อมโทรมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่อนุรักษ์ปัจจุบัน ทั้งนี้การกำหนดพิกัดและขนาดของเขตอนุรักษ์ใหม่ ต้องคำนึงตามสภาพภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
การบริหารจัดการที่ดินและลุ่มน้ำ
  • การจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ อุณหภูมิ และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่ สามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างการบริหารจัดการที่ดินและลุ่มน้ำ ได้แก่ การควบคุมปริมาณการปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำ การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าบุ่งป่าทามในบริเวณแหล่งน้ำขนาดเล็ก
การช่วยเหลือการอพยพ
  • สามารถช่วยสัตว์ที่อาศัยในแหล่งที่อยู่ถูกแยกเป็นส่วนอันเนื่องจากการตัดใช้พื้นที่ของมนุษย์โดยสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างส่วนและลดอัตราการตายระหว่างการอพยพโดยให้การสนับสนุนและป้องกันการย้ายเข้าของสายพันธุ์รุกราน สำหรับสายพันธุ์ที่ไม่อพยพให้ทำการอนุรักษ์ให้มีจำนวนคงที่และมีสุขภาพดี
การอนุรักษ์นอกพื้นที่
  • สามารถช่วยรักษาพันธุกรรมของพืชและสัตว์นอกแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือเสื่อมโทรม โดยนำมาดูแลในสวนสัตว์ สถานีเพาะพันธุ์ ธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุกรรม การอนุรักษ์นอกพื้นที่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ และเงินทุน

เอกสารอ้างอิง

  1. Settele, J., R. Scholes, R. Betts, S. Bunn, P. Leadley, D. Nepstad, J.T. Overpeck, and M.A. Taboada, 2014: Terrestrial and inland water systems. In: Climate Change 2014: Impacts, Adaptation, and Vulnerability. Part A: Global and Sectoral Aspects. Contribution of Working Group II to the Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change [Field, C.B., V.R. Barros, D.J. Dokken, K.J. Mach, M.D. Mastrandrea, T.E. Bilir, M. Chatterjee, K.L. Ebi, Y .O. Estrada, R.C. Genova, B. Girma, E.S. Kissel, A.N. Levy, S. MacCracken, P .R. Mastrandrea, and L.L. White (eds.)]. Cambridge University Press, Cambridge, United Kingdom and New York, NY, USA, pp. 271-359.
  2. ศุภกร ชินวรรโณ, 2559: แนวคิดในการศึกษาเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการศึกษาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทย. ใน: รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2: องค์ความรู้ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. คณะทำงานกลุ่มที่ 2 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย [อำนาจ ชิดไธสง, ปริเวท วรรณโกวิท, มัทนพรรณ จิ๋วเจียม, อัศมน ลิ่มสกุล, ศุภกร ชินวรรโณ และชโลธร แก่นสันติสุขมงคล (บรรณาธิการ)]

4. สาขาสาธารณสุข

4.1 กรอบแนวคิดด้านสาธารณสุข

              ผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมายถึง การเจ็บป่วยและ เสียชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ โรคติดต่อนำโดยแมลง (ไข้เลือดออกและมาลาเรีย) โรคจากความร้อน การเจ็บป่วย จากน้ำท่วม ภัยแล้ง และโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

             องค์การอนามัยโลก ได้เสนอแนวคิดกรอบการดำเนินงานด้านการสาธารณสุข เพื่อจัดการปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย 3 มาตรการ แสดงดังรูปที่ 22 คือ
             1) การลดผลกระทบ (Moderating influences) ประกอบด้วย การควบคุมปัจจัยด้านประชากรการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การพัฒนาระบบและโครงสร้างการบริการสาธารณสุข
             2) การปรับตัวเฉพาะด้านสาธารณสุข (Health-Specific Adaptation) ประกอบด้วย การเสริมสร้างภูมิป้องกันโรค การพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรค การพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันโรคเช่น การปรับอุณหภูมิอากาศ ลดการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช การจัดหาน้าสะอาด การพัฒนาระบบการเตือนภัยภูมิอากาศ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติฉุกเฉิน และการให้สุขศึกษา เป็นต้น
             3) การวิจัย (Research) ครอบคลุมทุกประเด็นตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในระดับภูมิภาคจนถึงผลกระทบต่อสุขภาพ

รูปที่  22 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อสุขภาพและมาตรการด้านสาธารณสุข (WHO, 2003)
รูปที่ 22 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อสุขภาพและมาตรการด้านสาธารณสุข (WHO, 2003)

      เอกสารอ้างอิง

                 1. แผนยุทธศาสตร์รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2559 – 2563

4.2 สถานการณ์ด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

4.2.1 สถานการณ์และแนวโน้มผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

             จากสถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพ ทำให้แต่ละประเทศเริ่มตื่นตัว ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และส่งผล กระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคระบบทางเดิน หายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคติดต่อจากอาหารและน้ำ โรคจากความร้อน ภาวะทุพโภชนาการ ภาวะ สุขภาพจิต เป็นต้น

             ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555 มอบให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านสาธารณสุข เพื่อเป็นกรอบแนวทางรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับเตรียมการดูแลและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

4.2.2 ความเสี่ยงและความเปราะบาง

             สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคตความล่อแหลม ความเปราะบาง และการปรับตัวของภาคส่วนที่สำคัญ โดยการจัดทำแผนที่ความเปราะบางด้านสุขภาพในแต่ละพื้นที่ โดยใช้หลักการเบื้องต้นทางด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การซ้อนทับข้อมูล (Overlay) และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial analysis) โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักได้แก่ การเปิดรับภัย (Exposure) ความอ่อนไหวต่อผลกระทบ (Sensitivity) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptive capacity) โดยศึกษาในผลกระทบจากภัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แสดงดังรูปที่ 23 และ 24

รูปที่ 23 แผนที่ความเปราะบางด้านสุขภาพ กรณีอุทกภัย
รูปที่ 24 แผนที่ความเปราะบางด้านสุขภาพ กรณีภัยแล้ง

  แหล่งที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2560)

เอกสารอ้างอิง
    1. แผนยุทธศาสตร์รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2559 – 2563
    2. แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
ฉบับผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563
    3. (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561 – 2573

4.3 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อสาขาสาธารณสุข

4.3.1 ผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

             การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่ง IPCC ได้สรุปผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
            1) ผลกระทบทางตรง เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อสุขภาพ เช่น ภาวะน้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง ความหนาวเย็น คลื่นความร้อน ความถี่ของการเกิดพายุ เป็นต้น ซึ่งภัยที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อสุขภาพของคนในพื้นที่นั้น ๆ โดยตรง
            2) ผลกระทบผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม และการรบกวนระบบนิเวศ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพแวดล้อมเกิดความเปลี่ยนแปลง และส่งผลให้พาหนะนำโรคต่าง ๆ มีความสามารถที่จะพัฒนาไปสู่การอยู่รอดและการต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น ยุง เป็นต้น
            3) ผลกระทบที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบทางอ้อมที่ส่งผลกระทบมาสู่สุขภาพของคน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งจนทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ตามรอบฤดูกาล ส่งผลต่อเนื่องสู่การขาดแคลนอาหาร เชื่อมโยงสู่การเกิดภาวะทุพโภชนาการต่อคนในพื้นที่ และปรากฏการณ์เกิดความรุนแรงจนนำไปสู่การย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัย เป็นต้น

            ผลกระทบที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจสังคมจึงเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทางอ้อมกับสุขภาพของมนุษย์ แต่ผลที่เกิดขึ้น มีผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าสุขภาพโดยตรง (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561–2573 (กรมอนามัย, 2561) ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ โรคจากความร้อน ภาวะทุพโภชนาการ และภาวะสุขภาพจิต เป็นต้น แสดงดังรูปที่ 25

รูปที่ 25 ความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ

       แหล่งที่มา: ดัดแปลงจาก Centers for Disease Control and Prevention (2557)

                   ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2573 และ พ.ศ. 2593 ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 250,000 รายต่อปี อันเนื่องจากภาวะทุพโภชนาการ มาลาเรีย ท้องร่วงและโรคจากความร้อน (WHO, 2557) รวมทั้งคาดการณ์ค่าเสียหายด้านสุขภาพอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตร น้ำและสุขอนามัย) ประมาณ 20–40 ล้านดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2573 (WHO, 2558)

ตารางที่ 4-1 ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตาราง 4-1
4.3.2 (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561–2573

                (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561–2573 (กรมอนามัย, 2561) ได้เสนอตัวอย่างสถานการณ์การเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ดังนี้

                      (1) การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากภัยพิบัติ
                           การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทั้งอุทกภัย วาตภัย และภัยแล้ง ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดอย่างต่อเนื่องและมีความรุนแรงมากขึ้น สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิต (บาดเจ็บและเสียชีวิต) และทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนสาธารณูปโภคต่าง ๆ และระบบบริการสาธารณสุข คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2613 ประชากรไทยกว่า 2,451,300 ราย จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหากอัตราการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงสุด (WHO, 2558)           
                           นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ยังกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหรือพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมีโอกาสที่น้ำจะท่วมและเปิดดำเนินการไม่ได้ตามปกติ รวมถึงสถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ในพื้นที่น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง เช่น ในเขตบางขุนเทียน เป็นต้น ที่คาดว่าประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 2.5 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบทุกปีอันเนื่องภาวะน้ำทะเลหนุนใน พ.ศ. 2573 หากไม่ดำเนินการใด ๆ (WHO, 2015)

                    (2) ผลกระทบจากอากาศร้อน                  
                          เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้หลายประเทศมีสภาพอากาศที่ร้อนจัด และเกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อนได้ซึ่งมีความถี่ของการเกิดและความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง และปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ สถานการณ์จากความร้อนในประเทศไทยที่ผ่านมาพบว่า มีแนวโน้มอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2558–2562 พบว่า มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปี อยู่ระหว่าง 33.8–36.5 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิสูงสุดรายปี อยู่ในช่วง 41.6–44.6 องศาเซลเซียส โดย พ.ศ. 2559 เป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุด และลดลงในปีต่อมา (พ.ศ. 2560–2561) จากนั้นอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอีกใน พ.ศ. 2562 แสดงดังรูปที่ 26

รูปที่ 26 สถานการณ์ความร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2558–2562
รูปที่ 26 สถานการณ์ความร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2558–2562

      แหล่งที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา (2562)

                          สถานการณ์โรคที่สัมพันธ์กับความร้อนในประเทศไทยพบว่า อัตราป่วยและจำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลงจากปี พ.ศ. 2558–2561 โดยมีอัตราป่วยสูงสุดในปี พ.ศ. 2559 โดยพบช่วงที่มีอัตราป่วยสูงสุดในช่วงฤดูร้อนคือ ช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงในวัยทำงานที่ต้องทำงานกลางแจ้งโดยอาชีพที่พบอัตราป่วยมากที่สุดคือ กลุ่มผู้ทำอาชีพเกษตรกรรม รองลงมาคือ อาชีพรับจ้าง และทหารเกณฑ์สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากความร้อนปี พ.ศ. 2558–2561 มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แสดงดังรูปที่ 27 คาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคตพบว่า หากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยยังมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้น 6,000 ราย และ 14,000 ราย ใน พ.ศ. 2593 และ พ.ศ. 2623 เมื่อเทียบกับจำนวนการเสียชีวิตใน พ.ศ. 2504 (WHO, 2015)            

รูปที่ 27 อัตราป่วยและจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน พ.ศ. 2558–2561

       แหล่งที่มา: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (2562)

                    (3) โรคติดต่อนำโดยแมลง 
                            การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้โรคติดต่อนำโดยแมลง เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนหรือกรณีภัยพิบัติ ส่งผลให้แหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะนำโรคมีมากขึ้น นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นได้เร่งวงจรชีวิตของแมลงที่เป็นพาหะนำโรค ทำให้ระยะฟักตัวของเชื้อลดลงและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แสดงดังรูปที่ 28 

รูปที่ 28 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้น
รูปที่ 28 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้น

แหล่งที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2559)

                               สถานการณ์โรคติดต่อนำโดยแมลงในประเทศไทยพบว่า ในปี พ.ศ. 2557–2561 การเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยไข้เลือดออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบว่า มีอัตราป่วยและเสียชีวิตสูงสุดในปี พ.ศ. 2558 และลดลง ก่อนจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2560 –2561 แสดงดังรูปที่ 29 การคาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคตโดยใช้แบบจำลอง ในช่วง พ.ศ. 2553–2582 พ.ศ. 2593-2602 และ พ.ศ. 2623–2632 คาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวน 107,870 ราย 143,190 รายและ 170,280 ราย ตามลำดับ (โดยคำนวณจากปี พ.ศ. 2532–2549 เป็นปีฐาน ซึ่งมีผู้ป่วยเฉลี่ย 66,200 ราย) โดยที่ช่วง พ.ศ. 2593–2602 คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากจำนวนผู้ป่วยใน พ.ศ. 2549 (ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล)

รูปที่ 29 อัตราป่วยและอัตราตายด้วยโรคไข้เลือดออก พ.ศ. 2557–2561

      แหล่งที่มา: กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (2562)

             สถานการณ์โรคมาลาเรียในปี พ.ศ. 2557–2561 พบอัตราป่วยและอัตราตายมีแนวโน้มลดลง แสดงดังรูปที่ 30 โดยใน พ.ศ. 2561 พบว่า อาชีพที่มีผู้ป่วยด้วยโรคมาลาเรียมากที่สุดคือ กลุ่มนักเรียน รองลงมาคือ เกษตรกรทำสวนยาง (สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค, 2562) และพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพฯ) ภาคเหนือ และภาคใต้ (กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2562) นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก คาดการณ์ความเสี่ยงในปี พ.ศ. 2613 ว่าจะมีประชากรไทยกว่า 71 ล้านคนมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากมาลาเรีย (WHO, 2558)

รูปที่ 30 อัตราป่วยและอัตราตายด้วยโรคมาลาเรีย พ.ศ. 2557–2561

แหล่งที่มา: กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (2562)

                       (4) โรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ
                              สถานการณ์การเจ็บป่วยด้วยกลุ่มโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ เช่น โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันอหิวาตกโรค บิด ไข้ไทฟอยด์ และตับอักเสบเอ เป็นต้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า อัตราป่วยของกลุ่มโรคนี้ในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงและคงที่ ยกเว้นเฉพาะอัตราป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557–2559 จากนั้นอัตราป่วยลดลงใน พ.ศ. 2560 และเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2561 ในขณะที่อัตราการตายด้วยโรคอุจจาระร่วงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2557–2560 แต่เพิ่มสูงขึ้นใน พ.ศ. 2561 แสดงดังรูปที่ 31

รูปที่ 31 อัตราป่วยและอัตราตายด้วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันของประเทศไทย พ.ศ. 2557–2561

       แหล่งที่มา: กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (2562)

                         (5) โรคระบบทางเดินหายใจ
                                 อัตราป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจระหว่าง พ.ศ. 2556–2560 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2556 มีอัตราป่วย 418.25 ต่อพันประชากร และในปี พ.ศ. 2560 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 477.88 ต่อพันประชากร สำหรับอัตราตายด้วยโรคระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ พ.ศ. 2556–2560 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2556–2560 โดยใน พ.ศ. 2556 พบอัตราตาย 52.4 ต่อแสนประชากร และใน พ.ศ. 2560 พบว่า มีอัตราตายเพิ่มเป็น 64.0 ต่อแสนประชากร โดยมีอัตราตายสูงสุดอยู่ที่ พ.ศ. 2559 แสดงดังรูปที่ 32

รูปที่ 32 อัตราป่วยและอัตราตายด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ พ.ศ. 2556–2560

      แหล่งที่มา: กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ม.ป.ป.)

                         (6) ภาวะทุพโภชนาการ 
                               อัตราป่วยด้วยภาวะทุพโภชนาการระหว่าง พ.ศ. 2554–2560 พบว่า มีแนวโน้มลดลง โดยพบว่า มีอัตราป่วยสูงสุดที่ พ.ศ. 2554 พบอัตราป่วย 55.79 ต่อแสนประชากร สำหรับสถานการณ์เสียชีวิตด้วยภาวะทุพโภชนาการพบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจาก พ.ศ. 2554–2560 โดยพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดใน พ.ศ. 2558 พบจำนวนผู้เสียชีวิต 279 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.4 ต่อแสนประชากร ดังรูปที่ 2–8 และกลุ่มอายุที่พบอัตราตายด้วยภาวะทุพโภชนาการสูงสุดคือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป แสดงดังรูปที่ 33

รูปที่ 33 อัตราป่วยและจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยภาวะทุพโภชนาการ พ.ศ. 2554–2560

      แหล่งที่มา: กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (ม.ป.ป.)

                        จากข้อมูลดังกล่าวพบว่า การเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่สำคัญทั้ง 6 โรคข้างต้น มีประเด็นที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่าย ทั้งด้านสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลและมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในภาพรวมของประเทศสูงเป็นลำดับต้นของทวีปเอเชีย โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนร้อยละ 79.82 และเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐบาลร้อยละ 20.18 (กระทรวงสาธารณสุข, 2558) และเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน จำแนกตามประเภทของค่าใช้จ่าย ระหว่าง พ.ศ. 2558–2560 พบว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์ และค่าตรวจรักษาพยาบาล เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.4 (พ.ศ. 2558) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.6 (พ.ศ. 2560) (กระทรวงสาธารณสุข, 2561)
                       ดังนั้น มาตรการในการลดและการจัดการปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศได้ และหลายหน่วยงานทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก จึงพัฒนานโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เอกสารอ้างอิง
       1. แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติฉบับผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563

4.4 มาตรการและแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสาขาสาขาสาธารณสุข

4.4.1 ข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกต่อประเทศสมาชิก

                ข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกในการคุ้มครองสุขภาพคนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุม WHO Conference on Health and Climate Change ล่าสุด ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ณ สำนักงานใหญ่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยองค์การอนามัยโลก ได้เสนอแนะประเทศสมาชิกควรดำเนินการ 3 แนวทาง ประกอบด้วย
                1) การสร้างความเข้มแข็งต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ (Building resilience to climate risks) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adapting to climate change) โดยเน้นการพัฒนาปรับปรุงปัจจัยทางกายภาพและสังคมที่กำหนดภาวะสุขภาพ (Social and environmental determinants of health) การแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การมุ่งเน้นการให้บริการประชากรด้อยโอกาส การสร้างความเข้มแข็งปัจเจกชนและชุมชนให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
                2) การพัฒนากระบวนการ การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ (Assessing health risks) การวิเคราะห์ (Identifying) การจัดลาดับความสำคัญ (Prioritizing) การดำเนินงานแสวงหาทางเลือกการปรับตัวและการปฏิบัติตามทางเลือกนั้น (Implementing Adaptation Options) และการติดตามประเมินผล (Monitoring and Evaluation) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วยภาวะสุขภาพคนขึ้นอยู่กับปัจจัยกาหนดสุขภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยภาคการสาธารณสุขต้องดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนอื่น เช่น การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของการพัฒนาในภาคส่วนอื่นๆ การจ้างงาน การพลังงาน การเกษตร การอพยพแรงงาน เป็นต้น
                3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบการสาธารณสุขให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ โดยมีกรอบการดำเนินงาน 6 ด้าน คือ
                    (1) การพัฒนานโยบายและธรรมาภิบาลด้านสุขภาพ
                    (2) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสาธารณสุข
                    (3) การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร

                    (4) การเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มการปรับตัวให้ภาคส่วนสาธารณสุข
                    (5) การพัฒนามาตรฐานระบบบริการสาธารณสุข
                    (6) การงบประมาณ

4.4.2 (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561 - 2573

                ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติมอบให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านสาธารณสุข เพื่อเป็นกรอบแนวทางรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคสาธารณสุข โดยมีแนวคิดเพื่อเตรียมความพร้อมของภาคสาธารณสุขในการรับมือและปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศภายในประเทศและของโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยบูรณาการศักยภาพของภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข เพื่อคุ้มครองป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเกิดผลประโยชน์จากการดำเนินงานด้านการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดูแลสุขภาพประชาชนในการรับมือกับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategic Issues) ดังนี้

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1: การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและทักษะของประชาชนในการปรับตัวและจัดการตนเองต่อภัยสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Strengthening community capacity and people skills in health literacy coping with health risks from climate change)
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2: การบูรณาการศักยภาพทุกภาคส่วน ร่วมขับเคลื่อนการสาธารณสุขจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มแข็ง ( Integrating capacity of all sectors to drive public health implementation and climate change)
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3: การเสริมสร้างความพร้อมของประเทศด้านการสาธารณสุขจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ (Strengthening public health preparedness in climate change for national driven on economic, social and security) 
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4: การพัฒนาระบบการสาธารสุขของประเทศรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีมาตรฐานสากล (Strengthening national public health system dealing with climate change)

4.4.3 แนวทางและมาตรการในการปรับตัวสาขาสาธารณสุข ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ฉบับผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563

               แนวทางในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสาขาสาธารณสุขใช้หลักการจำแนกตาม ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อม ในกลุ่มโรคที่สำคัญ ประกอบด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อนำโดยแมลง (ไข้เลือดออกและมาลาเรีย) โรคจากความร้อน การเจ็บป่วยจากภัยพิบัติที่สืบเนื่องจากสภาพภูมิอากาศ และภาวะทางสุขภาพที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำดื่มและอาหาร โดยมุ่งเน้นในประชากรกลุ่มเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง กลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการที่สอดคล้องและเหมาะสมในการจัดการเชิงพื้นที่ รวมทั้งกลไกที่ช่วยสนับสนุนในด้านสาธารณสุข ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่           
                1) การป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพ
                2) กลไกสนับสนุนด้านสาธารณสุข               

โดยมีรายละเอียดของแต่ละมาตรการ ดังนี้

ตารางที่ 4-2 การป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสุขภาพ

ตารางที่ 4-3 กลไกสนับสนุนด้านสาธารณสุข

อักษรย่อ
กกพ.       กรมการแพทย์
คร.           กรมควบคุมโรค
วพ.          กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
สกสว.     สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
สสจ.        สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
สบส.       กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
สป.สช.   สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สป.สธ.   สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
สวทช.    สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
อน.          กรมอนามัย
อปท.      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เอกสารอ้างอิง
       1. แผนยุทธศาสตร์รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2559 – 2563
       2. (ร่าง) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2561 – 2573
      3. แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ฉบับผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563

Close Menu