ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก

3.1

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลการประเมินสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ IPCC ได้ก่อให้เกิดความร่วมมือระดับโลกขึ้น ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นเวทีในการสร้างความร่วมมือจากนานาชาติ

3.2

ความตกลงปารีส

ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนที่นำไปสู่การพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและสร้างความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3.3

การเจราด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญภายใต้ UNFCCC

การดำเนินงานที่สำคัญด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากลและประเทศไทย โดยมีการประเมินความเสี่ยง ความเปราะบาง แผนปฏิบัติการปรับตัวระดับชาติ และอื่น ๆ

3.4

การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

ข้อมูลนโยบายประเทศ แผนหน่วยงาน แผนงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และสถาบันด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change)

1.1 ที่มาและวัตถุประสงค์

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เผยแพร่รายงานการประเมินสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อยืนยันถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก และคาดการณ์ถึงภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การละลายของภูเขาน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในมหาสมุทร การก่อตัวรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น เป็นต้น ผลการประเมินดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความร่วมมือระดับโลกขึ้น “โดยกำหนดเป็นกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เพื่อใช้เป็นเวทีในการสร้างความร่วมมือจากนานาชาติในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” กรอบอนุสัญญาฯ ได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) ณ เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล และมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2457) จากนั้น ได้จัดให้มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรก หรือ The first Conference of the Parties to the UNFCCC (COP 1) ขึ้นในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) ณ เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และจัดให้มีการประชุม COP เป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน

ประเทศไทยได้ร่วมให้สัตยาบันเป็นภาคีในกรอบอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ.1994 (พ.ศ. 2537) และได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม COP ทุกปี

UNFCCC, United Nations 1992

1.2 บทบัญญัติและพันธกรณี

กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้กำหนดพันธกรณีแก่ประเทศภาคี โดยใช้หลักการ “ความรับผิดชอบร่วมกันที่แตกต่าง” หรือ “common but differentiated responsibilities” โดยจำแนกประเทศภาคีเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาคผนวกที่ 1 (Annex 1) คือ ประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมาก่อน จัดเป็นกลุ่มที่มีต้องมีพันธกรณีที่เป็นรูปธรรมในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มภาคผนวกที่ 2 (Annex 2) คือ ประเทศพัฒนาแล้วตามภาคผนวกที่ 1 แต่ไม่รวมประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (จากสังคมนิยมเป็นทุนนิยม) โดยกลุ่มนี้ จัดเป็นกลุ่มที่ต้องให้การสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างศักยภาพให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลุ่มนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex 1) คือ ประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1) ซึ่งไม่มีพันธกรณีที่จะต้องตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก แต่มีพันธกรณีในการดำเนินการดังนี้

  1. จัดทำและปรับปรุงบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ทราบ
  2. จัดทำแผนของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  3. ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขา ซึ่งรวมถึงพลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร ป่าไม้ และการจัดการของเสีย
  4. สนับสนุนการอนุรักษ์แหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ป่าไม้ ชีวมวล และระบบนิเวศ ทั้งบนบก ชายฝั่ง และทางทะเล
  5. ประสานความร่วมมือเพื่อรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  6. คำนึงถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการกำหนดนโยบายและแผนด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
  7. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
  8. ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงวิชาการ เชิงเศรษฐสังคม และเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  9. ส่งเสริมความร่วมมือในการให้การศึกษา การฝึกอบรม และการสร้างความตระหนักแก่สาธารณชน ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  10. จัดทำรายงานแห่งชาติ ครอบคลุมข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก สถานการณ์และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ เผยแพร่ให้แก่ประเทศภาคีทราบ

สำหรับประเทศภาคผนวกที่ 1 และภาคผนวกที่ 2 นอกจากจะมีพันธกรณีที่ต้องลดก๊าซเรือนกระจกแล้วยังจะต้องให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการจัดทำรายงานแห่งชาติ และการดำเนินการใด ๆ เพื่อตอบสนองต่อปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สามารถปรับตัวต่อผลกระทบนั้นได้ ให้การสนับสนุนด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถ รวมถึงการสนับสนุนและการเผยแพร่เทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่ประเทศกำลังพัฒนา

UNFCCC, United Nations 1992

1.3 สาระสำคัญว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้บัญญัติความสำคัญในเรื่อง “Adverse effects of climate change” โดยให้คำจำกัดความว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อองค์ประกอบ การฟื้นตัว และผลผลิตของระบบนิเวศ และส่งผลทางลบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนสุขภาพและความเป็นอยู่ของมนุษย์ ทำให้ต้องมีการปรับตัวต่อผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นดังกล่าว (adaptation to the adverse effects) และอีกส่วนหนึ่งของอนุสัญญาได้กล่าวถึงการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดเป็น
การดำเนินงานของประเทศ ได้แก่

  1. ให้ประเทศจัดทำแผนของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. ให้ประสานความร่วมมือเพื่อรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงได้ยึดบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรอบแนวทางในการหารือเพื่อพัฒนากิจกรรมกลไก ความร่วมด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

UNFCCC, United Nations 1992

2. ความตกลงปารีส (Paris Agreement)

2.1 ที่มาและวัตถุประสงค์

ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพิจารณาสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้วนั้นไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ จึงได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือและการมีส่วนร่วมระยะยาวของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 21 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 (ค.ศ. 2015) ณ กรุงปารีส สหพันธ์สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้มีมติรับรองความตกลงปารีส (Paris Agreement: PA) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม (2) เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำโดยไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร (3) ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนที่มีความสอดคล้องกับแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและสร้างความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตกลงปารีสมีผลใช้บังคับเมื่อ

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) ได้จัดให้มีการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส หรือ The first session of the Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Paris Agreement (CMA 1) ขึ้นในปี พ.ศ. 2559  (ค.ศ. 2016) ณ เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อคโก และจัดให้มีการประชุม CMA เป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีความตกลงปารีสเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559  (ค.ศ. 2016) และได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม CMA ทุกปี

UNFCCC, United Nations 1992

2.2 บทบัญญัติและพันธกรณี

ความตกลงปารีสได้กำหนดพันธกรณีแก่ประเทศภาคี โดยยังคงยึดหลักการ “ความรับผิดชอบร่วมกันที่แตกต่าง” หรือ “common but differentiated responsibilities” โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคีตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน และเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการตอบสนองต่อปัญหาอย่างมีประสิทธิผลและก้าวหน้าขึ้นบนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ และได้ให้ความสำคัญของการดำเนินการของหน่วยงานทุกระดับของรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ตามกฎหมายภายในประเทศของภาคีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การให้ความสำคัญแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการคำนึงถึงมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อาจส่งผลทางลบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาการให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสจะส่งผลผูกพันให้ทุกภาคี รวมถึงประเทศไทย ต้องดำเนินการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้

  1. ประเทศภาคีจะต้องจัดทำเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสนอทุก ๆ 5 ปี โดยเป็นเป้าหมายที่แต่ละประเทศกำหนดเองตามความเหมาะสม หรือที่เรียกว่า NDCs (Nationally Determined Contributions) และนำเสนอรายงานติดตามประเมินผลการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวอย่างโปร่งใส
  2. ประเทศภาคีควรจะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาไปสู่การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ สร้างความต้านทานและความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
  3. ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศกำลังพัฒนาในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง และมีการติดตามประเมินผลการสนับสนุนดังกล่าวอย่างโปร่งใส
  4. ให้มีการประเมินสถานการณ์ดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake) ทุก 5 ปี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและประเมินความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพรวมทุกมิติ ทั้งการดำเนินงานและการให้การสนับสนุน โดยเฉพาะการประเมินระดับความสำเร็จในการควบคุมการเพิ่มของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ณ ปลายศตวรรษ ไม่ให้เกิน 2 หรือ 1.5 องศาเซลเซียส

Paris Agreement, United Nations 201

2.3 สาระสำคัญว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความตกลงปารีสได้กล่าวถึงการดำเนินงานและกลไกความร่วมมือด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดความเสี่ยงของการสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Loss and Damage) โดยเป็นการกำหนดเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกร่วมกัน (the global goal on adaptation) ส่งเสริมภูมิต้านทานและการฟื้นตัวและลดความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของความตกลง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการปรับตัว การเสริมสร้างความร่วมมือในการยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัว รวมทั้งตระหนักถึงความจำเป็นและความสัมพันธ์ระหว่างการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจก โดยการดำเนินงานด้านการปรับตัวควรเป็นไปตามแนวทางดังต่อไปนี้

  1. เป็นไปตามแนวทางที่ประเทศกำหนด และควรบูรณาการไว้ในนโยบายและการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศต้องจัดทำแผนการปรับตัวแห่งชาติและนำไปสู่การปฏิบัติในทุกระดับตามความเหมาะสม
  2. ควรส่งรายงานด้านการปรับตัวตามที่ประเทศเห็นว่าเหมาะสมให้กับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ ซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในระบบทะเบียนสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
  3. ควรให้การสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถดำเนินการด้านการปรับตัวได้อย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งขึ้น
  4. ให้มีการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลกด้านการปรับตัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของความตกลง

ทั้งนี้ ภาคีได้ตระหนักถึงบทบาทของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการลดความเสี่ยงของการสูญเสียและความเสียหาย โดยกำหนดให้กลไกระหว่างประเทศวอร์ซอสำหรับการสูญเสียและความเสียหายเกี่ยวข้องกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Warsaw International Mechanism for Loss and Damage associated with Climate Change Impacts: WIM) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและแนวทางของที่ประชุมรัฐภาคีซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส รวมทั้งเสริมสร้าง
ความเข้าใจ การดำเนินงาน และการสนับสนุนผ่าน WIM ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงการสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

UNFCCC, United Nations 1992

3. การเจรจาด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ UNFCCC (Adaptation Negotiations under UNFCCC and Paris Agreement)

3.1 การดำเนินงานที่สำคัญ

รูปที่ 1 การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากลและประเทศไทย

การประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางภายใต้รายงานแห่งชาติ

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 2 ได้กำหนดให้แต่ละประเทศรายงานข้อมูลผลกระทบ ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางในรายงานแห่งชาติ (National Communication) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสังเกตการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยรายงานแห่งชาติดังกล่าวเป็นพันธกรณีที่ทุกภาคีจะต้องจัดส่งไปยังสำนักงานเลขาธิการฯ ทุก ๆ 4 ปี

แผนปฏิบัติการปรับตัวระดับชาติ (National Adaptation Programme of Actions)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 7 กำหนดให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developing Country: LDC) ที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้จัดทำแผนการทำงาน (LDC work program) เพื่อระบุความต้องการ สถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพร้อมทั้งให้จัดทำและจัดส่งแผนงานกิจกรรมสำหรับการปรับตัว (National Adaptation Programmes of Action: NAPAs) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน วิธีการกำหนดกิจกรรมเร่งด่วนที่ประเทศต้องดำเนินการในการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้จัดตั้ง Least Developed Countries Fund (LDCF) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน NAPAs และยังได้จัดตั้ง Special Climate Change Fund (SCCF) และ Adaptation Fund เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคีประเทศกำลังพัฒนา ข้อตัดสินใจของที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 7 นี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรมภายใต้ UNFCCC

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/topics/resilience/workstreams/national-adaptation-programmes-of-action/introduction

แผนงานไนโรบี (Nairobi Work Programme on Impacts, Vulnerability and Adaptation to Climate Change)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 11 ได้จัดตั้งแผนงานไนโรบี (Nairobi Work Programme on Impacts, Vulnerability and Adaptation to Climate Change: NWP) เพื่อ “เป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้” เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่ภาคีให้สามารถประเมินผลกระทบและความเปราะบาง และเป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนาNWP ได้กำหนดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบและความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการกำหนดแผนการ มาตรการ รวมถึงกิจกรรมด้านการปรับตัวไว้ 9 ด้าน ประกอบด้วย

  1. วิธีการและเครื่องมือ
  2. ข้อมูลและการสังเกตการณ์
  3. แบบจำลองภูมิอากาศ สถานการณ์จำลองและการย่อส่วน
  4. ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศและสภาพอากาศรุนแรง
  5. ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและสังคม
  6. การวางแผนและแนวปฏิบัติเพื่อการปรับตัว
  7. การวิจัย
  8. เทคโนโลยีเพื่อการปรับตัว
  9. การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

(อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ )

แผนปฏิบัติการบาหลี (Bali Action Plan)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 13 ได้กำหนดแผนปฏิบัติการบาหลี (Bali Action Plan) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจาและตกลงด้านความร่วมมือระยะยาวในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) วิสัยทัศน์ร่วมสำหรับความร่วมมือระยะยาว (2) การเสริมสร้างกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งคือ การหารือถึงพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกโดยประเทศพัฒนาแล้ว และการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศกำลังพัฒนา (3) การส่งเสริมการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (4) การส่งเสริมการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และ (5) การส่งเสริมด้านการเงินและการลงทุนเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว จึงนับได้ว่าแผนปฏิบัติการบาหลีเป็นการยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการปรับตัวโดยเป็นการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานระยะยาวร่วมกัน

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/resource/docs/2007/cop13/eng/06a01.pdf

กรอบการปรับตัวแคนคูน (Cancun Adaptation Framework)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 16 มีข้อตัดสินใจที่จะยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความสำคัญ ได้แก่ การกำหนดกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวแคนคูน (Cancun Adaptation Framework) ที่สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้จัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) โดย มีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการปรับตัว (Adaptation Committee: AC) เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการปรับตัว และให้การสนับสนุนเชิงเทคนิค และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง มีการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) และจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีภูมิอากาศและเครือข่าย (Climate Technology Centre and Network : CTCN) ให้การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนาสำหรับการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากนี้ กรอบการปรับตัวแคนคูนยังได้กำหนดเพิ่มเติมให้แผนงานไนโรบีทำหน้าที่เป็นแหล่งความรู้สำหรับประเทศภาคีในการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/tools/cancun/adaptation/index.html

กลไกระหว่างประเทศวอร์ซอสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย (Warsaw International Mechanism for Loss and Damage)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 13 ได้จัดตั้งกลไกระหว่างประเทศวอร์ซอสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย (The Warsaw International Mechanism for Loss and Damage: WIM) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรองรับความเสียหายทั้งแบบเฉียบพลัน (extreme events) และความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ (slow onset events) สำหรับประเทศกำลังพัฒนาโดยต่อมา ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 19 ได้มีข้อตัดสินใจให้ WIM ทำหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. เสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการจัดการความเสี่ยงสำหรับความสูญเสียและความเสียหายหรือผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบเฉียบพลัน และความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยให้เป็นไปอย่างเอื้ออำนวยและเป็นการส่งเสริมการดำเนินงาน
  2. เสริมสร้างการหารือและการประสานความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
  3. ส่งเสริมการดำเนินงานและให้การสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี การเสริมสร้าง
    ขีดความสามารถแก่ภาคี เพื่อที่จะรับมือต่อความสูญเสียและความเสียหายหรือผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบเฉียบพลัน และความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/topics/adaptation-and-resilience/workstreams/loss-and-damage-ld/warsaw-international-mechanism-for-loss-and-damage-associated-with-climate-change-impacts-wim#eq-2

ข้อเสนอการมีส่วนร่วมด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Communication)

มาตรา 7 ของความตกลงปารีส ได้กำหนดให้ภาคีดำเนินการจัดทำ “แผนการปรับตัวและการนำแผนไปปฏิบัติ” รวมทั้งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแผน รวมถึงนโยบายและการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต่อประเทศกำลังพัฒนา และเห็นควรให้ภาคีจัดส่งข้อเสนอการมีส่วนร่วมด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Communication) ที่มีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันตามรอบเวลาที่กำหนด ไปยังสำนักเลขาธิการ ฯ โดยข้อเสนอด้านการปรับตัวดังกล่าวอาจประกอบไปด้วย การดำเนินงานที่มีความสำคัญของประเทศ การสนับสนุนที่ต้องการ แผนงาน กิจกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

Article 7, Paris Agreement, United Nations 2015

การจัดทำรายงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Report on Adaptation)

ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่โปร่งใสได้กำหนดให้มีการรายงานข้อมูลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายงานความโปร่งใสรายสองปี (Biennial Transparency Report: BTR) เพื่อให้ประเทศได้รายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานตาม Adaptation Communication ที่ได้จัดส่ง ตลอดจนข้อมูลประกอบการดำเนินงานต่าง ๆ อาทิ ข้อมูลปัจจัยในการคาดการณ์ผลกระทบ เครื่องมือที่ประเทศเลือกใช้ในการประเมินหรือการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจต่อสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การรายงานข้อมูลดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต่อประเทศกำลังพัฒนา

25 Years of Adaptation under the UNFCCC, report by the Adaptation Committee, page 18

กระบวนการตรวจสอบข้อมูลด้านการปรับตัวทางเทคนิค (Technical Examination Process on Adaptation)

ความตกลงปารีสได้กำหนดให้มีการตรวจสอบข้อมูลรายงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศต้องจัดส่งทุกสองปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยกระบวนการตรวจสอบข้อมูลด้านการปรับตัวทางเทคนิค (Technical Examination Process on Adaptation) มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
  1. ส่งเสริมให้เกิดเกิดการแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติที่ดี ประสบการณ์ ตลอดจนบทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. ระบุกิจกรรมที่มีความสำคัญในการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น กิจกรรมที่ส่งเสริมความหลากหลายด้านเศรษฐกิจและเกิดผลประโยชน์ร่วมต่อการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก
  3. ส่งเสริมความร่วมมือด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. ระบุโอกาสในการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานและยกระดับการให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย แนวทางการปฏิบัติ และการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ
25 Years of Adaptation under the UNFCCC, report by the Adaptation Committee, page 19

3.2 องค์กรด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ UNFCCC (Adaptation related institutions under the UNFCCC process)

คณะทำงานด้านการปรับตัว (Adaptation Committee)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 16 ได้จัดตั้งคณะกรรมการด้านการปรับตัว (Adaptation Committee: AC) เพื่อให้การสนับสนุนด้านเทคนิค แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ประสบการณ์ แนวทางการปฏิบัติที่ดี ส่งเสริมและเพิ่มการมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาคและระดับชาติ ให้ข้อมูลหรือแนวทางการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามข้อตัดสินใจของ COP รวมถึงแนวทางการให้การสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ รวมถึงพิจารณาข้อมูลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศได้สื่อสารหรือจัดส่งไปยังสำนักเลขาธิการ อาทิ ข้อมูลการติดตามทบทวนการดำเนินกิจกรรม รวมถึงข้อมูลการให้และการสนับสนุนที่ได้รับเพื่อดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/Adaptation-Committee

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด(The LDC Expert Group)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 7 ได้จัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (The LDC Expert Group: LEG) เพื่อให้แนวทางการดำเนินงานทางเทคนิคแก่ประทศพัฒนาน้อยที่สุด รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่สำนักงานเลขาธิการกองทุนภูมิอากาศสีเขียวในการจัดทำแผนการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับการดำเนินงาน NAPs และ NAPAs รวมถึงการดำเนินงานต่าง ๆ ภายใต้ LDC work programme LEG จะมีการจัดประชุมร่วมกันปีละ 2 ครั้ง เพื่อทบทวนความก้าวหน้าของแผนงานที่ได้กำหนดไว้ในหลายรูปแบบ อาทิ การให้คำแนะนำทางเทคนิคแก่ประเทศกำลังพัฒนา การจัดอบรมปฏิบัติการ NAP Expos การศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การติดตามประสิทธิภาพของการดำเนินงาน การประเมินช่องว่างและความต้องการของภาคีในการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/LEG

คณะกรรมการกลไกระหว่างประเทศวอร์ซอสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย (Executive Committee of the Warsaw International Mechanism for Loss and Damage)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 13 ได้จัดตั้งคณะกรรมการกลไกระหว่างประเทศวอร์ซอสำหรับการสูญเสียและความเสียหาย (Executive Committee of the Warsaw International Mechanism for Loss and Damage) เพื่อสนับสนุนการดำเดินงานของประเทศกำลังพัฒนา และต่อมาที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 23 ได้กำหนดแผนการดำเนินงานผ่านการประสานความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย และได้แบ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเป็น 4 กลุ่ม เพื่อสนับสนุนการทำงาน กำหนดแผนงาน และจัดกิจกรรม ในเรื่อง

  1. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ (slow onset event)
  2. ความสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจ (non-economic losses)
  3. การจำกัดกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
  4. แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่คลอบคลุม โดยคณะกรรมการจะจัดการประชุมปีละสองครั้งและจะโดยเปิดโอกาสให้ภาคีหรือผู้สังเกตการณ์ส่งข้อเสนอแนะและแนวทางในการเนินงานแก่คณะกรรมการปีละ 1 ครั้ง

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/wim-excom

คณะทำงานอำนวยการสำหรับชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง (The Facilitative Working Group of the Local Communities and Indigenous Peoples Platform)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 24 ได้จัดตั้งคณะทำงานอำนวยการสำหรับชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง Facilitative Working Group of the Local Communities and Indigenous Peoples Platform: LCIPP) เพื่อเอื้ออำนวยด้านการให้ความรู้และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประสานความร่วมมือระหว่างภาคีทั้งที่อยู่ภายในและภายนอก UNFCCC ตามความเหมาะสม และช่วยผสานให้กิจกรรม แพลตฟอร์ม การดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาสอดคล้องกับการทำงานในองค์กรอื่น ๆ โดยคณะทำงาน LCIPP จะจัดการประชุมปีละสองครั้ง และจะมีการกำหนดแผนการทำงานสองปี (พ.ศ. 2563 – 2564) ร่วมกันต่อไป

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/Adaptation-Fund

3.3 การสนับสนุนทางการเงินด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Finance)

กองทุนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund: AF)

กองทุนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund: AF) จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) เพื่อให้ประเทศกาลังพัฒนาสามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการหรือแผนงานเพื่อขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุน AF เพื่อดำเนินโครงการหรือแผนงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกองทุน AF มี ส่วนแบ่งรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดของพิธีสารเกียวโต อย่างไรก็ดี เนื่องจากในปัจจุบันการดำเนินโครงการภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดของพิธีสารเกียวโตมีสัดส่วนลดน้อยลงอย่างมาก ทำให้กองทุน AF ขาดรายได้ในการดำเนินการ ทั้งนี้ ภาคีอยู่ระหว่างการเจรจาที่จะกำหนดรูปแบบการดำเนิน การในระยะต่อไปของกองทุน โดยต้องการให้กองทุน AF เป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนทางการเงิน สำหรับการดำเนินงานด้านการปรับตัวภายใต้ความตกลงปารีส

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/Adaptation-Fund

กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF)

กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) เป็นกลไกทางการเงินหลักของกรอบอนุสัญญา UNFCCC และความตกลงปารีสในการจัดสรรเงินจากกองทุน GCF ได้ กำหนดหลักการให้มีการสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศกำลังพัฒนาอย่างสมดุล โดยสนับสนุนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 50 และด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร้อยละ 50 โดยร้อยละ 50 ของ การสนับสนุนด้านการปรับตัวดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก โดยอีกร้อยละ 50 จะสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของการสนับสนุนทั้งหมด

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/process/bodies/funds-and-financial-entities/green-climate-fund

กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental Facility)

กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental Facility: GEF) ถูกก่อตั้งขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดของโลก (Earth Summit) ที่นครริโอเดอจาเนโร ในปีพ.ศ. 2535 โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่ก่อตั้งได้ให้เงินช่วยเหลือจำนวน 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และระดมเงิน 75,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการต่าง ๆ เกือบ 4,000 โครงการ นอกจากนี้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกยังเป็นพันธมิตรกับประเทศต่าง ๆ สถาบันระหว่างประเทศ องค์กรประชาสังคม และภาคเอกชน 183 แห่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินให้กับอนุสัญญาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้มีการระบุให้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกยังคงเป็นกลไกทางการเงินสำหรับงานดำเนินงานตามความตกลงปารีส โดยต้องให้การสนับสนุนภาคีในการจัดทำรายงานแห่งชาติ การดำเนินงานต่าง ๆ ตามความตกลงปารีส การสนับสนุนทางการเงินแก่กลไกทางเทคโนโลยี การสนับสนุนให้ภาคีดำเนินงานตามกรอบการดำเนินงานที่โปร่งใส การสนับสนุนการจัดทำข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดทั้งทางด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น สำนักเลขาธิการกองทุนจะต้องจัดทำรายงานและรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อที่ประชุม COP ทุกปี

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/topics/climate-finance/funds-entities-bodies/global-environment-facility

กองทุนสำหรับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries Fund)

ที่ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 7 ได้ตั้งกองทุนสำหรับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries Fund) จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน NAPAs ของกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยกำหนดให้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกทำหน้าที่เป็นหน่วยดำเนินงานของกองทุน กองทุนนี้ให้ความสำคัญในเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพแก่ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดให้สามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการและเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานหรือสถาบันที่ดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://unfccc.int/process-and-meetings/bodies/constituted-bodies/least-developed-countries-expert-group-leg/ldc-portal/least-developed-countries-ldc-fund

กองทุนพิเศษด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Special Climate Change Fund, SCCF)

ประชุมรัฐภาคีฯ สมัยที่ 7 ได้ตั้งกองทุนพิเศษด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Special Climate Change Fund, SCCF) โดยกำหนดให้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกทำหน้าที่เป็นหน่วยดำเนินงานของกองทุน กองทุนนี้จะให้การสนับสนุนประทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการดำเนินมาตรการการปรับตัวระยะยาว ความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

4.1 นโยบายประเทศ แผนหน่วยงาน และแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ หากพิจารณาจากนโยบายและทิศทางในการพัฒนาประเทศจะเห็นได้ว่านโยบายและแผนหลัก ๆ ของประเทศ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555-2559 เป็นต้น มีแนวคิดและทิศทางที่ส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว ในการจัดทำนโยบายและแผนดังกล่าวได้ระบุเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญประการหนึ่งสำหรับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้มีการจัดทำนโยบายและแผนเฉพาะ/ แผนรายสาขาเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นดังต่อไปนี้

  1. แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 ได้กำหนดกรอบแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ประกอบด้วย การดำเนินงานหลักสามส่วน คือ
    • การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation) ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (mitigation) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ การเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน เช่น การปลูกป่า
    • การสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การพัฒนาข้อมูล การศึกษาวิจัย และเทคโนโลยี การพัฒนากลไกสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. แผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2563 – 2573 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
    • ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและทักษะของประชาชนในการปรับตัวและจัดการตนเองต่อภัยสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    • ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบูรณาการศักยภาพทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการสาธารณสุขจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มแข็ง
    • ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างความพร้อมของประเทศด้านการสาธารณสุขจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ
    • ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบการสาธารณสุขของประเทศรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีมาตรฐานสากล โดยมีแนวทางและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาความรู้และทักษะแก่ชุมชนในการป้องกันและดูแลสุขภาพตนเองจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กและวัยแรงงาน (เกษตรกร แรงงานที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้ง) และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่อความเสี่ยงทางสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาแนวทางการวินิจฉัย รักษาโรคและภัยสุขภาพให้ครอบคลุมผลกระทบใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เช่น ความร้อนและโรคอุบัติใหม่ เป็นต้น) การสร้างรูปแบบการจัดการด้านสาธารณสุขเพื่อลดปัญหาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับปรุงหรือสร้างโครงสร้างของสถานบริการสาธารณสุขให้พร้อมรับสถานการณ์อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนามาตรฐานการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดปัญหาด้านการสาธารณสุขจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
  3. ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2560-2564 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีแนวทางและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบูรณาการการจัดการน้ำในภาคเกษตรกับภาคส่วนอื่น การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำและการกระจายน้ำ การนำแผนที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตลอดจนห่วงโซ่สินค้าเกษตรและอาหารไปใช้ประกอบการวางแผน การศึกษารูปแบบ ส่งเสริม และพัฒนาระบบการประกันภัยความเสี่ยงจากสภาพอากาศต่อผลผลิตทางการเกษตรที่เหมาะสม ส่งเสริมการทำการเกษตรกรรมยั่งยืน การพัฒนาดัชนีรวมแสดงระดับภูมิคุ้มกันในภาคเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การถ่ายทอดการใช้เทคโนโลยีการทำเกษตรกรรมแบบแม่นยำสูง ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น
  4. โครงการประเมินความต้องการเทคโนโลยี (Technology Needs Assessments) ของประเทศไทย ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) โดยการสนับสนุนจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในการจัดทำรายงานประเมินความต้องการเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thailand Technology Need Assessment: TNA) โดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินและจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีที่ใช้ในการลดก๊าซเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2) เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นทางสังคมและนโยบาย และ (3) เพื่อวิเคราะห์ผลดีผลเสีย ค่าใช้จ่าย และผลกระทบจากการเลือกดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของแผนการต่าง ๆ
    • ความต้องการเทคโนโลยีด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขอประเทศไทย ประกอบด้วย เทคโนโลยีด้านการเกษตร ทรัพยากรน้ำ และการจัดทำแบบจำลอง ในเชิงแนวทางการถ่ายทอด เผยแพร่ อุปสรรค รวมถึงปัญหาทั่วไปที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยี
    • ความต้องการเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประกอบด้วย เทคโนโลยีพลังงาน ได้แก่ Smart Grid เทคโนโลยีที่มีการเผาไหม้สูง การผลิตพลังงานจากของเสีย การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สองและสาม (Second- and Third-generation biofuels) และเทคโนโลยีการดักจับและกับเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ในเชิงแนวทางการถ่ายทอด เผยแพร่ อุปสรรค รวมถึงปัญหาทั่วไปที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยี
  5. แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ จัดทำขึ้นโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบและแนวทางในการบูรณาการประเด็นด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนและยุทธศาสตร์ในรายสาขาและในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อวางรากฐานและพัฒนาแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ทุกภาคส่วน รวมทังสร้างการมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการบูรณาการ แนวทางและมาตรการในการปรับตัวเพื่อรองรับการแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วนและทุกระดับ และเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา สร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนเพื่อขับ เคลื่อนในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศย่างบูรณาการและไม่เกิดความซาซ้อนในการดำเนินงาน (NAP Section)
  6. ข้อเสนอการมีส่วนร่วมด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (Thailand Adaptation Communication to the UNFCCC)

    ความตกลงปารีสกำหนดพันธกรณีให้ประเทศต้องส่งข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: ND) ทุก ๆ 5 ปี โดยข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วยแต่เป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Communication) เป้าหมายด้านการให้การสนับสนุนทางการเงิน การเสริมสร้างขีดความสามารถ และเทคโนโลยี

    ประเทศไทยได้จัดส่งข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับที่ 1 ไปยังสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 (ค.ศ.2015) โดยได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 – 25 ในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ. 2030) ในสาขาพลังงาน ขนส่ง ของเสียและกระบวนการอุตสาหกรรม พร้อมกับข้อเสนอการมีส่วนร่วมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยได้ระบุการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ได้แก่

    • ส่งเสริมและเสริมสร้างแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสานเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่จะลดปัญหาน้ำท่วมและฝนแล้ง
    • สร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การนำแนวทางทฤษฎีใหม่ไปใช้ในการจัดการด้านการเกษตรและการจัดการที่ดินเพื่อส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณและการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและสร้างการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนในป่าชุมชนเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน เป็นต้น
    •  ส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืนและการผลิตทางการเกษตรที่ดีมีธรรมาภิบาล
    • เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิต่อสุขภาพ รวมถึงพัฒนาการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง และพัฒนามาตรการป้องกันและตอบสนองต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ
    • เพิ่มพื้นที่ป่าเป็นร้อยละ 40 โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งนี้ รวมถึงพื้นที่ป่าในบริเวณป่าต้นน้ำและป่าชายเลนเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
    • ป้องกันผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและพื้นคืนความยั่งยืนทางนิเวศในบริเวณพื้นที่คุ้มครองและภูมิทัศน์สำคัญจากผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะระบบนิเวศที่มีความเปราะบางและสายพันธุ์ที่บรรจุอยู่ในบัญชีแดงของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์
    •  จัดทำแผนการอนุรักษ์ทะเลและฟื้นฟูชายฝั่งที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมและบูรณาการเพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบและความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่วิกฤต
    • ลดความรุนแรงจากภัยพิบัติและลดความเปราะบางของประชากรต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ผ่านการเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความร่วมมือ และความสามารถในการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในบริเวณเสี่ยงต่อภัยพิบัติ
    • เสริมสร้างศักยภาพในการใช้แบบจำลองระบบภูมิอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    • ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพและเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของหน่วยงานระดับประเทศผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงหลายมิติ การสังเกตอย่างเป็นระบบ การบูรณาการระหว่างการวิจัยและการพัฒนาระบบฐานข้อมูล แบบจำลอง และเทคโนโลยี
    • เป็นศูนย์ความรู้ในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาค

4.2 สถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

 การปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ.2545 ได้มอบหมายการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกลไกการพัฒนาที่สะอาดภายใต้พิธีสารเกียวโต ให้แก่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงสร้างการดำเนินงานตามกฎหมายเพื่อเป็นกลไกดำเนินงานภายในประเทศดังแสดงในรูปที่ 2 ประกอบด้วย

รูปที่ 2 โครงสร้างการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

               ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดให้มี  “คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นรองประธานกรรมการ เพื่อทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย กำหนดนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ เสนอแนะการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามพันธกรณี หลักการและวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ โดยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และผลประโยชน์ของประเทศรวมถึงกำกับการปฏิบัติงานของส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรของรัฐหรือองค์การมหาชนให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด และกำหนดมาตรการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเลขานุการคณะกรรมการฯภายใต้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มีหน่วยงานและคณะอนุกรรมการในกำกับดังต่อไปนี้

  1. สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลาง (National Focal Point) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจัดทำนโยบาย/ แผน/ มาตรการ/ เครื่องมือ/ กลไกต่าง ๆ การเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ รวมถึงการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (National Greenhouse Gas Inventory) เพื่อรองรับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งด้านการปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ดำเนินการในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
  2. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นองค์กรดำเนินงานในฐานะสำนักงานของผู้มีอำนาจตามพิธีสารเกียวโต (Designated National Authorization: DNA) และทำหน้าที่พิจารณาโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) และปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นเอกภาพและคล่องตัวในการดำเนินงาน ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ ดำเนินการในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
  3.  คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน มีหน้าที่เสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นในการกำหนดและบูรณาการนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวจากผลกระทบ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอแนะกลไกและมาตรการ ผลักดันการจัดสรรงบประมาณเชิงบูรณาการในการดำเนินแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสนอแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำรายงานแห่งชาติ
  4. คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูล มีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนข้อมูลในการจัดทำและพัฒนาการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย การจัดทำรายงานแห่งชาติ และการจัดทำรายงานข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีก๊าซเรือนกระจก รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาโครงสร้างมาตรฐานและระบบการจัดเก็บข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
  5. คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ มีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะต่อท่าทีไทยในการเจรจา รวมถึงการนำเสนอนโยบาย แผนงานรายงานสถานการณ์ รายงานแห่งชาติ ผลการดำเนินงาน ข้อคิดเห็นเชิงวิชาการ และข้อคิดเห็นอื่น ๆ ของประเทศภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และให้ข้อเสนอแนะในการจัดทำและพัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลด้านการเจรจาภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงให้ข้อเสนอแนะต่อองค์ประกอบผู้แทนไทยในการเจรจาภายใต้กรอบข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  6. คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์และเสริมพลังความร่วมมือด้านภูมิอากาศมีหน้าที่ในการส่งเสริม และสนับสนุนกิจกรรมภายใต้การเสริมพลังความร่วมมือด้านภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ว่าด้วยการศึกษา การฝึกอบรม การเข้าถึงข้อมูลประชาชน การสร้างความตระหนักรู้ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
  7. คณะทำงานบูรณาการการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศในการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มีการแต่งตั้ง “คณะทำงานบูรณาการการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ” ภายใต้ คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน โดยมีอำนาจหน้าที่เป็นดังต่อไปนี้
    • ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และสนับสนุนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ รวมทั้งการศึกษาวิจัย และการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนที่สองคล้องกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตลอดจนเครื่องมือกลไกที่เกี่ยวข้อง
    • สนับสนุนการบูรณาการแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเข้าสู่แผนรายสาขา
    • ขับเคลื่อนและผลักดันการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติและนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนที่เกี่ยวข้องไปสู่การปฏิบัติ
    • ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนที่เกี่ยวข้อง
    • เชิญบุคคล ผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน เพื่อให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นต่อคณะทำงาน
    • ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเหมาะสม
Close Menu