ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก
และประเทศไทย

2.1

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผล กระทบ

เป็นการศึกษาอย่างมีระบบ ที่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ของสภาพภูมิอากาศในอดีตและปัจจุบันที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

2.2

แบบจำลองภูมิอากาศ

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณในการลอกเลียนปฏิสัมพันธ์ของพลังงานในบรรยากาศ มหาสมุทร พื้นดิน และแผ่นน้ำแข็ง

2.3

ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การพิจารณาถึงผลลัพธ์ของระบบที่กำหนดโดยแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาด้านประชากร เศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี

2.4

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

แนวโน้มและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

2.5

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของโลกในอนาคต

รายงานข้อค้นพบสำคัญในรายงานฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ในประเด็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

2.6

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในปัจจุบัน จากรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 1 และ 2

2.7

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตของประเทศไทย

การจำลองแนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของประเทศไทยในอนาคตภายใต้ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก RCP4.5 และ RCP8.5

2.8

ความแปรปรวนและปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศที่เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

ลักษณะอากาศที่มีการเบี่ยงเบนไปจากค่าปกติที่ใช้ระยะเวลาเป็นรายปีถึงหลายสิบปี และเป็นผลเชื่อมโยงมาจากปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น

2.1

การศึกษาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยลักษณะปรากฎการณ์ของสภาพภูมิอากาศในอดีตและปัจจุบันที่เชื่อมโยงไปยังการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจแบ่งออกได้ดังนี้

  1. การศึกษาบรรพภูมิอากาศ (Paleoclimatology) เป็นการศึกษาสภาพภูมิอากาศในอดีต โดยอาศัยตัวบ่งชี้ (proxy) ทางกายภาพ เคมี และวัสดุชีวภาพ เช่น วงปี ละอองเรณู และหินงอกหินย้อย เป็นต้น
  2. การศึกษาแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศในอนาคต ด้วยแบบจำลองภูมิอากาศที่จำลองภายใต้การเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของโลกที่แตกต่างกัน
  3. การศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการวิเคราะห์ความเปราะบางและความเสี่ยงของระบบและชุมชนต่าง ๆ โดยพิจารณาถึง ภัยคุกคามที่เผชิญ ความอ่อนไหว ความสามารถในการรับมือ รวมทั้งการประเมินและระบุทางเลือกด้านการปรับตัว จัดทำแนวทางการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ กรอบแนวคิดการศึกษา อาจแบ่งออกเป็น
    1. การประเมินผลกระทบอนาคตในระยะยาวด้วยข้อมูลภาพฉายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตที่ขยายความละเอียดระดับประเทศและท้องถิ่นหรือ Impact-based approach เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน รวมทั้งประเมินผลกระทบทางชีวกายภาพและทางสังคม-เศรษฐกิจรายภาคส่วน เพื่อกำหนดแนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบดังกล่าว โดยแนวทางนี้ ไม่สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นและในระดับท้องถิ่นได้ชัดเจนได้
    2. การประเมินความเปราะบางเชิงคุณภาพระยะสั้นในระดับท้องถิ่น หรือ Vulnerability-based approach เป็นการวิเคราะห์ความเปราะบางของชุมชนในปัจจุบันในบริบทความเสี่ยง สภาพเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน เพื่อพิจารณาภัยคุกคามที่ชุมชนต้องเผชิญและความสามารถการปรับตัวในอนาคตอันใกล้ โดยการประเมินความรู้อาศัยข้อมูลด้านต่าง ๆ ในระดับชุมชนและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นหลัก

ขั้นตอนการศึกษา

ขั้นตอนหลักของกาศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย

    1.  การศึกษาสาเหตุ/แหล่งที่มา/ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงแนวทางการลด/บรรเทาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    2. การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากข้อมูลตรวจวัดในอดีต – ปัจจุบัน เพื่อสร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศสำหรับคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
    3. การวิเคราะห์ผลกระทบ/ความเปราะบางและประเมินความเสี่ยงในอนาคต 
    4. การประเมินแนวทางการจัดการและจัดทำแนวทางการปรับตัว แสดงดังรูปที่ 1
รูปที่ 1 ขั้นตอนหลักของการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2.2

แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ

      แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ เป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณในการลอกเลียน (Simulate) ปฏิสัมพันธ์ของพลังงานในบรรยากาศ มหาสมุทร พื้นดิน และแผ่นน้ำแข็ง แบบจำลองนี้ นำไปใช้ในการศึกษาด้านต่าง ๆ ของระบบภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาพลวัตรของสภาพภูมิอากาศและการสร้างภาพฉายการเปลี่ยนแปลงในอนาคต แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทุกชนิด ใช้หลักการของสมดุลพลังงานโลก เช่น พลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ในรูปรังสีคลื่นสั้น การส่งถ่ายพลังงานออกไปนอกบรรยากาศโลกในรูปรังสีคลื่นยาว หรือรังสีความร้อน โดยความไม่สมดุลของพลังงานที่เข้าสู่โลกและส่งออกจากโลก ด้วยกระบวนต่าง ๆ บนพื้นผิวโลก ส่งผลให้ความแปรปรวนและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ใช้ในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ สำหรับการสร้างภาพฉายการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

       การสร้างแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศเชิงวิทยาศาสตร์ โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ นับเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการเตรียมรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ การศึกษาในด้านนี้ ได้มีการพัฒนาและมีองค์ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ได้ดำเนินการทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านการศึกษาและจัดทำภาพฉายจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้มีการเผยแพร่รายงานอย่างสม่ำเสมอ

ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

         ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตนั้น  เป็นการพิจารณาถึงผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อนและพลวัตรที่กำหนดโดยแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาด้านประชากร การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี  โดยการเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอนาคต มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอยู่กับรูปแบบและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก และจำนวนประชากรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น  ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต นับเป็นทางเลือก และเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการวิเคราะห์แรงขับเคลื่อน ผลลัพธ์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว และประเมินความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้อง โดยภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ยังช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ และการประเมินผลกระทบ การปรับตัวและการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

1. ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

(รุ่นแรกๆ หรือแบบ IPCC Special Report on Emissions Scenarios; SRES)

       ในการจัดทำภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบ SRES นั้น IPCC ได้มีการจำลองภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ภายใต้สถาณการณ์แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และลักษณะความร่วมมือที่แตกต่างกันออกโดยเป็น 4 รูปแบบ (A1 – A4)  ซึ่งแต่ละภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ แสดงดังรูปที่ 2

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตระดับสูง (A1) ในกรณีที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง จำนวนประชากรโลกเพิ่มสูงสุดช่วงกลาง          ทศตวรรษ แม้ว่าจะมีการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพ
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตระดับสูง-ปานกลาง (A2) ในกรณีที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีช้ากว่าแบบอื่น และกระจายตามท้องถิ่นและภูมิภาค จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตระดับต่ำ (B1) ในกรณีที่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปเป็นภาคบริการและสารสนเทศอย่างรวดเร็ว ลดการใช้วัตถุ มีการใช้เทคโนโลยีสะอาด เน้นแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน แต่ไม่มีการนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นแรงจูงใจ จำนวนประชากรโลกเพิ่มสูงสุดช่วงกลางทศตวรรษเช่นเดียวกับแบบ A1
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตระดับปานกลาง-ต่ำ (B2) ในกรณีที่เน้นการปกป้องและแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความเสมอภาคระดับท้องถิ่นและภูมิภาค จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่น้อยกว่า A2 มีการพัฒนาเศรษฐกิจปานกลาง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหลากหลายและช้าลงกว่า B1 และ A1
 
เอกสารอ้างอิง:
  1. กัณฑรีย์ บุญประกอบ, 2553: ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. ใน: การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 แบบจำลองสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิอากาศในอนาคต. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย [อำนาจ ชิดไธสง (บรรณาธิการ)]
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2559 โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะที่ 2
รูปที่ 2 ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตแบบ IPCC Special Report on Emission Scenario: SRES (IPCC, 2001)

2. ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตแบบใหม่

        ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่ที่เรียกว่า Representative Concentration Pathway หรือวิถีความเข้มข้นตัวอย่าง ได้ถูกรวบรวมและพัฒนาเพื่อใช้ในรายงานการประเมินครั้งที่ 5 ของ IPCC (The Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ AR5) ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่นี้ มี 4 ภาพฉาย ได้แก่ ภาพฉายที่ไม่พิจารณาการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 1 ภาพฉาย และพิจารณาการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับที่แตกต่างกันจำนวน 3 ภาพฉาย โดยชื่อแต่ละภาพฉายเขียนแทนด้วย RCP และตามด้วยตัวเลขที่แสดงถึงแรงบังคับการแผ่รังสีโดยประมาณในปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643)  มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร โดยภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่นี้ ใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศสำหรับจำลองภาพการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เพื่อศึกษาผลกระทบและความเปราะบางที่อาจเกิดขึ้นได้ แสดงดังรูปที่ 3

รูปที่ 3 ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอนาคตแบบวิถีความเข้มข้นตัวอย่าง หรือ RCPs

ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบ RCP  มีรายละเอียดดังนี้

      RCP2.6 วิถีที่แรงบังคับการแผ่รังสีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีค่าสูงสุดประมาณ 3.0 วัตต์ต่อตารางเมตร ก่อนปี ค.ศ. 2100 ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ ประมาณ 490 พันส่วนในล้านส่วน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดลงหลังจากนั้นจนกระทั่งมีค่า 2.6 วัตต์ต่อตารางเมตร หรือค่าความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ ประมาณ 475 พันส่วนในล้านส่วน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี ค.ศ. 2100   จากภาพฉายแบบ RCP2.6 พบว่า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี ค.ศ. 2010 – 2020 (พ.ศ. 2553 – 2563) และลดลงภายในปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643)

      RCP4.5 วิถีที่แรงบังคับการแผ่รังสีเพิ่มขึ้นจนกระทั่งมีค่าเท่ากับ 4.5 วัตต์ต่อตารางเมตร ในปี ค.ศ. 2100 และมีค่าคงที่หลังจากปี ค.ศ. 2100 ค่าความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่สัมพันธ์กับแรงบังคับการแผ่รังสีในปี ค.ศ. 2100 มีค่าประมาณ 650 ส่วนในล้านส่วนคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากภาพฉายแบบ RCP4.5 พบว่า มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583) และ ค.ศ. 2080 (พ.ศ. 2623) และคงอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ.2643) จึงจะเริ่มคงที่และลดลง ตามลำดับ

      RCP6.0 วิถีที่แรงบังคับการแผ่รังสีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีค่าเท่ากับ 6.0 วัตต์ต่อตารางเมตร ในปี ค.ศ. 2100 และมีค่าคงที่หลังจากปี ค.ศ. 2100 ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่สัมพันธ์กับแรงบังคับการแผ่รังสีในปี ค.ศ. 2100 มีค่าประมาณ 850 ส่วนในล้านส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากภาพฉายแบบ RCP6.0 พบว่า มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583) และ ค.ศ. 2080 (พ.ศ. 2623) และคงอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ.2643) จึงจะเริ่มคงที่และลดลง ตามลำดับ   

      RCP8.5 วิถีที่แรงบังคับการแผ่รังสีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีค่าเท่ากับ 8.5 วัตต์ต่อตารางเมตร ในปี ค.ศ. 2100 และยังคงเพิ่มต่อไปหลังจากนั้น ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่สัมพันธ์กับแรงบังคับการแผ่รังสีในปี ค.ศ. 2100 มีค่าประมาณ 1,370 ส่วนในล้านส่วนคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

2.4

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

     จากรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2: องค์ความรู้และข้อมูลข่าวสารปัจจุบันด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานกลุ่มที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ ในปัจจุบัน คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้สรุปรายงานข้อค้นพบสำคัญในรายงานฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ในประเด็นหลัก ๆ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งสามารถสรุปได้ แสดงดังรูปที่ 4 

รูปที่ 4 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากอดีตจนถึงปัจจุบัน (ที่มา: IPCC-WGI’s AR5, 2013)
ตารางที่ 1 แนวโน้มและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอดีตของโลก
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียด
อุณหภูมิ

ในช่วงปี ค.ศ.1880 – 2012 (พ.ศ.2423 – 2555) อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นแผ่นดินและมหาสมุทรโลก เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.1850 (พ.ศ. 2393)  0.85°C บ่งชี้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาและสูงกว่าทุก ๆ ทศวรรษก่อนหน้านี้

  • ข้อมูลการตรวจวัดระหว่างปี ค.ศ.1983 – 2012 (พ.ศ. 2526 – 2555)
    บ่งชี้ว่า ซีกโลกเหนือมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าเมื่อ 1,400 ปีที่ผ่านมา
  • ในช่วงปี ค.ศ.1901 – 2012 (พ.ศ. 2444 – 2555) พบว่าอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาคของโลกยกเว้นในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือบางพื้นที่
  • อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดในบริเวณขั้วโลกของทวีปเอเชียและบางส่วนของทวีปแอฟริกา
  • ปริมาณความร้อนในระบบภูมิอากาศโลกมากกว่า 90 % ถูกสะสมในมหาสมุทรโดยอุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรบริเวณผิวน้ำจนถึงระดับความลึก 75 เมตรช่วงปี ค.ศ.1971 – 2010 (พ.ศ. 2514 – 2553) เพิ่มขึ้น 0.11°C ต่อทศวรรษหรือเพิ่มขึ้นแล้ว 0.44°C ในรอบ 40 ปี ที่ผ่านมา
สภาวะสุดขีดของสภาพอากาศด้านอุณหภูมิ
  • ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 (พ.ศ. 2493) พบว่า จำนวนวันและคืนที่หนาวลดลงและจำนวนวันและคืนที่ร้อนเพิ่มขึ้นในสเกลระดับโลก
  • ความถี่ของการเกิดคลื่นความร้อนได้เพิ่มขึ้นในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย และออสเตรเลีย
หยาดน้ำฟ้า
  • การเปลี่ยนแปลงของปริมาณหยาดน้ำฟ้าเฉลี่ยของโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 (พ.ศ. 2444) ยังไม่พบแนวโน้มชัดเจน
  • ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเฉลี่ยเฉพาะบริเวณละติจูดกลาง (ระหว่าง 50 – 60 องศาเหนือและใต้) ทางซีกโลกเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
  • การเปลี่ยนแปลงปริมาณหยาดน้ำฟ้าในระยะยาวทั้งการเพิ่มขึ้นและลดลงบริเวณเขตละติจูดอื่น ๆ ยังไม่พบแนวโน้มชัดเจน
สภาวะสุดขีดของลมฟ้าอากาศด้านหยาดน้ำฟ้า
  • พื้นที่ที่มีจำนวนเหตุการณ์ฝนตกหนักเพิ่มขึ้นมีสัดส่วนมากกว่าพื้นที่ที่มีจำนวนเหตุการณ์ฝนตกหนักลดลง
  • ความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์ฝนตกหนักเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป
พื้นที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
  • แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกามีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่องช่วงปี ค.ศ. 1992 – 2011 (พ.ศ. 2535 – 2554)
  • การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงปี ค.ศ. 2002 – 2011 (พ.ศ. 2545 – 2554)
  • ธารน้ำแข็ง ทะเลน้ำแข็งอาร์กติก และพื้นที่หิมะปกคลุมในฤดูใบไม้ผลิบริเวณซีกโลกเหนือมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าเฉลี่ยรายปีของขนาดพื้นที่ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกลดลงในอัตรา 3.5 – 4.1 % ต่อทศวรรษ หรือลดลง 11.6 – 13.5 % ใน 33 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1979 – 2012 หรือ พ.ศ. 2522 – 2555)
ระดับน้ำทะเล
  • ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 19 ระดับน้ำทะเลมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราเฉลี่ยในช่วง 2,000 ปีก่อนหน้านี้
  • ระดับน้ำทะเลสูงสุดของโลกในอดีตเมื่อ 129,000 – 116,000 ปีที่ผ่านมา มีระดับสูงกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 5 เมตร
    โดยแผ่นน้ำแข็งบริเวณกรีนแลนด์ มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นระหว่าง 1.4 – 4.3 เมตร
2.5

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในอนาคต

           จากรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2: องค์ความรู้และข้อมูลข่าวสารปัจจุบันด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานกลุ่มที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้สรุปรายงานข้อค้นพบสำคัญในรายงานฉบับที่ 5 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ในประเด็นหลักด้านแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในอนาคต ซึ่งสามารถสรุปการคาดประมาณได้ ดังนี้

ตารางที่ 2 แนวโน้มและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียด
อุณหภูมิ
  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกช่วงปลายศตวรรษที่ 21 ช่วงปี ค.ศ. 2081 – 2100 (พ.ศ. 2624 – 2643) เมื่อเทียบกับช่วงปี ค.ศ. 1986 – 2005 (พ.ศ.2529 – 2548) พบว่า อุณหภูมิมีแนวโน้มสูงขึ้น แสดงในรูปที่ 5  และ 6 
  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่
    21 จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 5°C เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1850 – 1900 (พ.ศ. 2390 – 2443) ในทุกสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
รูปที่ 5 การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกช่วงปลายศตวรรษที่ 21 ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4 แบบ เมื่อเทียบกับช่วงปี ค.ศ. 1986 – 2005 (พ.ศ. 2529 - 2548)

แหล่งที่มา: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2559)

รูปที่ 6 อนุกรมแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยของพื้นผิวโลกจากการคาดประมาณด้วยแบบจำลองภูมิอากาศ (ที่มา: IPCC, 2013)

 

หมายเหตุ
  • RCP 2.6 หมายถึง สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวด
  • RCP 4.5 หมายถึง สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกปานกลาง และกำหนดค่าปริมาณการแผ่รังสีคงที่ ที่ 4.5 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • RCP 6.0 หมายถึง ภายใต้สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกปานกลาง และกำหนดค่าปริมาณการแผ่รังสีคงที่ ที่ 6.0 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • RCP 8.5 หมายถึง สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5) ระหว่างปี ค.ศ. 1950 – 2100 (พ.ศ. 2493 – 2643) เปรียบเทียบกับช่วงปี ค.ศ. 1986 – 2005 (พ.ศ. 2529 – 2548)

ตารางที่ 2 แนวโน้มและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงรายละเอียด
หยาดน้ำฟ้า
  • ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเฉลี่ยรายปีเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 21 จะเพิ่มขึ้นในบริเวณละติจูด 60 องศาเหนือและใต้รวมถึงเขตศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5)
  • ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเฉลี่ย จะลดลงในบริเวณละติจูดกลาง (ระหว่าง 50 – 60 องศาเหนือและใต้) ในหลายภูมิภาคที่มีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean climate)
สภาวะสุดขีดของ หยาดน้ำฟ้า
  • เหตุการณ์สภาวะสุดขีดของหยาดน้ำฟ้าเมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 21 จะมีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นในภูมิภาคเขตอบอุ่นและเขตร้อนชื้นสอดคล้องกับอุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยที่สูงขึ้น
  • ลมมรสุมจะอ่อนกำลังลง แต่ความรุนแรงของฝนเพิ่มขึ้นเนื่องจากความชื้นในบรรยากาศที่เพิ่มขึ้น
  • วันเริ่มต้นของฤดูมรสุมจะเร็วขึ้นขณะที่วันสิ้นสุดฤดูมรสุมจะล่าช้าออกไปส่งผลให้ฤดูมรสุมยาวนานขึ้นในหลายภูมิภาค
พื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
  • ทะเลน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือและหิมะที่ปกคลุมในฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือในศตวรรษที่ 21 จะมีขนาดและความบางลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ภายใต้สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5) คาดว่าทะเลน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกในเดือนกันยายนจะละลายจนหมดก่อนกลางศตวรรษที่ 21
  • ปริมาตรธารน้ำแข็งซึ่งไม่รวมถึงธารน้ำแข็งบริเวณซีกโลกใต้ภายหลังศตวรรษที่ 21 จะลดลงในช่วง
    • 15 – 55% ภายใต้สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวด (RCP 2.6)
    • 35 – 85% ภายใต้สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5)
  • หิมะที่ปกคลุมในฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือถูกคาดประมาณว่าจะลดลง 7% ภายใต้สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวด (RCP 2.6) และ 25% ภายใต้สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5) ตามลำดับ
ระดับน้ำทะเล
  • ภายใต้ทุกสถานการณ์การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปลายศตวรรษที่ 21 ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกเมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปี ค.ศ. 1986 – 2005
    (พ.ศ.2511 – 2548) จะเพิ่มขึ้น รายละเอียดตามรูปที่ 7 และ 8 ดังนี้
  • ภายในปี ค.ศ.2100 (พ.ศ.2643) ระดับน้ำทะเล จะเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.52– 0.98 เมตร ภายใต้ภาพการณ์จำลองแบบภายใต้สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5)
  • การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลในศตวรรษที่ 21 สูงขึ้น 30 – 55% โดยการละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และขั้วโลกใต้จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 0.03 – 0.20 เมตร ในช่วงปีค.ศ.2081 – 2100 (พ.ศ.2624 – 2643)
รูปที่ 7 การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกในปลายศตวรรษที่ 21 เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปี ค.ศ. 1986 – 2005
รูปที่ 8 การคาดประมาณการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกภายในปี ค.ศ. 2100 (พ.ศ. 2643) (ที่มา: IPCC, 2013)

 

หมายเหตุ
  • RCP 2.6 หมายถึง สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวด
  • RCP 4.5 หมายถึง สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกปานกลาง และกำหนดค่าปริมาณการแผ่รังสีคงที่ ที่ 4.5 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • RCP 6.0 หมายถึง สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกปานกลาง และกำหนดค่าปริมาณการแผ่รังสีคงที่ ที่ 6.0 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • RCP 8.5 หมายถึง สถานการณ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP 8.5) ระหว่างปี ค.ศ. 1950 – 2100 (พ.ศ. 2493 – 2643) เปรียบเทียบกับช่วงปี ค.ศ. 1986 – 2005 (พ.ศ. 2529 – 2548)
2.6

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในปัจจุบัน จากการสรุปรายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 1 และ 2 จัดทำโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในปัจจุบัน มีรายละเอียดดังนี้  

1. แนวโน้มและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในอนาคต

อุณหภูมิ

  • อุณหภูมิในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1970 – 2009 หรือ พ.ศ.2513 – 2552) สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก และภูมิภาคอื่นของโลก
  • อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และอุณหภูมิต่ำสุดในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.86C, 0.95C และ 1.45C ตามลำดับ ทั้งนี้ อุณหภูมิต่ำสุดในประเทศไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุณหภูมิสูงสุด และอุณหภูมิเฉลี่ย ส่งผลให้ช่วงอุณหภูมิในรอบวันแตกต่างน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความแปรปรวนระยะสั้นของอุณหภูมิรายปีในประเทศไทยสัมพันธ์กับปรากฏการณ์เอ็นโซ่ โดยอุณหภูมิในประเทศไทยในช่วงเหตุการณ์เอลนีโญและลานีญาจะสูงและต่ำกว่าปกติ ตามลำดับ
  • เมื่อพิจารณาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในรายภูมิภาคแล้ว พบว่า ภาคตะวันออกมีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นสูงสุด รองมา คือ ภาคกลางและภาคใต้ตามลำดับ
  • เมืองขนาดใหญ่ของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในอัตราที่สูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ อาจเกิดจากปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat island effect) ที่มีการสะสมความร้อนจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน

สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ

  • สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในประเทศไทยมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 40 – 50 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1970 – 2009 (พ.ศ. 2513 – 2552) โดยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นและลดลงคล้ายกันทั้งประเทศ สอดคล้องกับการร้อนขึ้นของประเทศไทยและการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจพบในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
  • สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงดังตาราง 3 ได้แก่
    • จำนวนวันและคืนที่อบอุ่น
    • ช่วงระยะเวลาที่อบอุ่น
    • จำนวนวันที่อุณหภูมิสูงสุด สูงกว่า 35C
    • จำนวนคืนที่อุณหภูมิต่ำสุด สูงกว่า 25C
    • อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดในรอบวัน ที่สูงที่สุดของเดือน
    • อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดในรอบวัน ที่ต่ำที่สุดของเดือน
  • สภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในประเทศไทยที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงดังรูปที่ 9 ได้แก่
    • จำนวนวันและคืนที่หนาว
    • ช่วงระยะเวลาที่หนาว
    • ช่วงอุณหภูมิในรอบวัน
    • ช่วงของอุณหภูมิรอบปี

 

ตารางที่ 3 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิในช่วงปี ค.ศ. 1970 – 1979 (พ.ศ. 2513 – 2519)
ลำดับดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระหว่างปี
ค.ศ. 1970 – 1979 (พ.ศ. 2513 – 2519)
1.จำนวนวันที่อบอุ่น (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่อุณหภูมิสูงสุด
สูงกว่าค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90
-0.6 ถึง 9.2 (3.4)
80.0 %
2.จำนวนคืนที่อบอุ่น (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่อุณหภูมิต่ำสุด
สูงกว่าค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90
-0.3 ถึง 8.8 (3.5)
83.1%
3.จำนวนคืนที่หนาว (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่อุณหภูมิต่ำสุด
ต่ำกว่าค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90
-3.9 ถึง 0.1 (-1.9)
92.3%
4.จำนวนคืนที่หนาว (วันต่อทศวรรษ) สัดส่วนของวันที่อุณหภูมิต่ำสุด
ต่ำกว่าค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10
-7.5 ถึง 0.9 (-3.0)
83.1 %
5.จำนวนวันที่หนาว (วันต่อทศวรรษ) จำนวนวันต่อเนื่องอย่างน้อย 6
วันที่อุณหภูมิต่ำสุด ต่ำกว่าค่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10
-13.4 ถึง 6.0 (-1.9)
92.3 %
6.ช่วงระยะเวลาที่อบอุ่น (วันต่อทศวรรษ) จำนวนวันต่อเนื่องอย่างน้อย
6 วันที่อุณหภูมิสูงสุด สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90
-0.5 ถึง 19.5 (4.3)
72.3 %
7.ค่าต่ำสุดเฉลี่ยของอุณหภูมิต่ำสุดรายวัน (องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ)
ค่าต่ำสุดเฉลี่ยของอุณหภูมิต่ำสุดรายวัน
-0.28 ถึง 1.85 (0.64)
72.3 %
ดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ดัชนีสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิที่มีแนวโน้มลดลง
รูปที่ 9 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ.1970 – 2006 (พ.ศ.2513 - 2549)

ฝน

  • ปริมาณฝนสะสมรวมรายปีของประเทศไทยไม่แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ชัดเจนในรอบ 55 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1995 – 2009 หรือ พ.ศ. 2498 – 2552)
  • ปริมาณฝนสะสมในช่วงมรสุมฤดูร้อนช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ไม่ปรากฏแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ชัดเจน เช่นเดียวกันกับปริมาณฝนสะสมรวมรายปี
  • ปริมาณฝนสะสมในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยซึ่งตรงกับช่วงฤดูฝนที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรง ด้วยอัตรา 10.8 ม.ม. ต่อทศวรรษ หรือ 64.8 ม.ม. ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 1955 – 2014 หรือ พ.ศ. 2498 – 2557)
  • ปริมาณฝนสะสมรวมรายปีในประเทศไทยมีคาบความแปรปรวนระหว่างปีถึงระหว่างทศวรรษ และสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ ต่อไปนี้
    • ลมมรสุม
    • ปรากฏการณ์เอ็นโซ่
    • Madden Julian Oscillation (MJO)
    • Indian Ocean Dipole (IOD)
    • Pacific Decadal Oscillation (PDO)
      ปรากฏการณ์หลักที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนในประเทศไทย ได้แก่ ระบบมรสุมเอเชีย และปรากฏการณ์เอ็นโซ่ โดยเหตุการณ์เอลนีโญมีอิทธิพลต่อปริมาณฝนมากกว่าเหตุการณ์ลานีญา
  • การเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคใต้ฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนสะสมลดลงและเพิ่มขึ้นตามลำดับในช่วงปี ค.ศ. 1955 – 2014 (พ.ศ. 2498 – 2557) ขณะที่ปริมาณฝนสะสมระดับภูมิภาครายปีของภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ปรากฏแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • การเพิ่มขึ้นของปริมาณฝนสะสมในภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ตรงกับช่วงมรสุมฤดูหนาวเอเชียตะวันออกมีการเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ โดยเฉพาะการเลื่อนของร่องมรสุม (Monsoon trough) และความถี่ของระลอกมวลอากาศเย็น (Cold surge)
  • ความผันแปรของมรสุมฤดูหนาวเอเชีย มักก่อให้เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักและภัยพิบัติทางภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยน้ำท่วมที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยและทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย เป็นผลสืบเนื่องจากการเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักที่ถูกเหนี่ยวนำโดยมรสุมฤดูหนาวเอเชียและระลอกมวลอากาศเย็นที่มีความรุนแรงมากขึ้น

สภาวะสุดขีดของฝน

  • สภาวะสุดขีดของฝนในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน โดยดัชนีบ่งชี้สภาวะสุดขีดฝนในภาพรวมของประเทศในช่วง 60 ปีระหว่าง ค.ศ.1955 – 2014 (พ.ศ.2498 – 2557) ปรากฏแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เพิ่มขึ้นและลดลง
  • สภาวะสุดขีดของฝนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขี้น แสดงดังตารางที่ 4 ได้แก่
    • ความแรงของฝนรายวัน
    • จำนวนวันฝนตกหนัก
    • ระยะเวลาฝนไม่ตกอย่างต่อเนื่อง
  • สภาวะสุดขีดของฝนในประเทศไทยที่มีแนวโน้มลดลง แสดงดังรูปที่ 10 ได้แก่
    • จำนวนวันฝนตกรวมรายปี
    • ปริมาณฝนรวมรายปี
    • ระยะเวลาที่ฝนตกอย่างต่อเนื่อง
    • ความถี่ของเหตุการณ์ฝนตกหนัก
  • ปริมาณฝนรวมจากเหตุการณ์ฝนตกหนักและความแรงของฝนในแต่ละเหตุการณ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระยะเวลาที่ฝนตกอย่างต่อเนื่องและจำนวนวันฝนตกรวมรายปีที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณฝนรวมรายปีของประเทศไทยในรอบ 60 ปีระหว่าง ค.ศ. 1955 – 2014 (พ.ศ. 2498 – 2557) ให้ลดลง
  • เมื่อพิจารณาสภาวะสุดขีดของฝนในประเทศไทยเชิงพื้นที่ พบว่าพื้นที่ที่ปรากฏแนวโน้มสภาวะสุดขีดของฝนคล้ายคลึงกันมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ที่ปรากฏแนวโน้มสภาวะสุดขีดของอุณหภูมิ โดยภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ มีแนวโน้มการลดลงของจำนวนวันที่ฝนตกรวมรายปีและความถี่ของเหตุการณ์ฝนอย่างมีนัยสำคัญ
 
ดัชนีสภาวะสุดชีดขั่วของฝน แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระหว่างปื ค.ศ. 1970 – 1979 (พ.ศ. 2513 – 2519)
1 จำนวนวันที่ฝนตกรวมรายป๊ (ร้อยละต่อทศวรรษ) จำนวน วันที่ฝนตกมากกว่า 1 มิลลิเมตร -12.6 ถึง 9.9 (-0.8) 22.9% / 9.4 %
2 ปริมาณฝนรวมรายปี (ร้อยละต่อ ทศวรรษ) -8.0 ถึง 7.0 (-0.96) 21.9% / 7.3 %
3 ความแรงของฝนรายวัน (ร้อยละต่อทศวรรษ)ปริมาณฝนรวมรายปีต่อจำนวนวันฝนตกรวม -10.4 ถึง 7.7 (0.6) 5.2% / 16.7%
4 ปริมาณฝนรวมของเหตุการณ์ฝนตกหนัก (ร้อยละต่อทศวรรษ)ปริมาณฝนรวมของเหตุการณ์ฝนที่มากกว่าค่าเปอร์เซ็นต์ที่ 95 -33.0 ถึง 17.9 (0.4) 5.1% / 11.5 %
5 ปริมาณฝนรวมสูงสุดในรอบ 1 วัน(ร้อยละต่อทศวรรษ) ปริมาณฝนตกรวมรายเดือนสูงสุดในรอบ 1 วัน -15.1 ถึง 12.1 (0.04) 5.2% / 16.7%
6 ปริมาณฝนรวมสูงสุดในรอบ 5 วัน(ร้อยละต่อทศวรรษ) ปริมาณฝนตกรายเดือนสูงสุคในรอบ 5 วัน -16.1 ถึง 14.1 (-0.3) 3.1% / 5.2%
7 จำนวนวันฝนตกหนัก (ร้อยละต่อทศวรรษ) จำนวนวันที่ฝนตกมากกว่า 10มิลลิเมตร -8.8 ถึง 6.8 (-0.94) 12.5% / 4.2%
8 ระยะเวลาฝนไม่ตกอย่างต่อเนื่อง(ร้อยละต่อทศวรรษ) จำนวนวันสูงสุดที่ปริมาณฝนน้อยกว่า 1 มิลลิเมตรอย่างต่อเนื่อง -13.6 ถึง 16.9 (3.5) 2.1% / 18.8 %
9 ระยะเวลาที่ผ่นตกอย่างต่อเนื่อง  –
10 ความถี่ของเหตุการณ์ฝนตกหนัก  –
 ระยะเวลาที่ฝนตกอย่างต่อเนื่อง
 ความถี่ของเหตุการณ์ฝนตกหนัก
รูปที่10 การเปลี่ยนแปลงฝนในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1955 – 2014 (พ.ศ. 2498 - 2557)

พายุหมุนเขตร้อน

  • พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มความถี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 64 ปีที่ผ่านมา (ปี ค.ศ. 1951 – 2014 หรือ พ.ศ. 2494 – 2557) แสดงดังรูปที่ 11 จึงส่งผลโดยตรงต่อปริมาณฝน และความแห้งแล้งในประเทศไทย ในทางตรงกันข้าม พายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงกว่าพายุดีเปรสชั่นในรอบสิบปีนับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 70 มีแนวโน้มได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยเปิดรับต่อเหตุการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม สลับกับภาวะความแห้งแล้งในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น
รูปที่ 11 แนวโน้มของความถี่พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในช่วง 64 ปี (ค.ศ.1951 – 2014 หรือพ.ศ.2494 - 2557) (ที่มา: TMD, 2011 และกรมอุตุนิยมวิทยา, 2558)

ระดับน้ำทะเล

  • ระดับน้ำทะเลในแต่ละพื้นที่มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวัฏจักรน้ำและกระบวนการทางสมุทรศาสตร์ในทะเลแต่ละแห่ง
  • ปรากฏการณ์เอ็นโซ่มีคาบระหว่าง 2 – 7 ปี และอาจเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและมหาสมุทรอินเดียระหว่าง 20 – 30 ซ.ม. ระหว่างปีจนถึงทศวรรษ
  • ระดับน้ำทะเลในบริเวณที่อยู่ใกล้ประเทศไทย ได้แก่ บริเวณทะเลอันดามัน ทะเลจีนใต้ และทะเลในประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างปี ค.ศ. 1993 – 2016 (พ.ศ. 2536 – 2559) เพิ่มสูงขึ้นในอัตรา 3.6 – 6.6 ม.ม. ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นแล้ว 86.4 – 158.4 ม.ม.  24 ปีที่ผ่านมา (ศึกษาจากดาวเทียมประเภทอัลติมิเตอร์)
  • ระดับน้ำทะเลในบริเวณอ่าวไทยระหว่างปี ค.ศ. 1993 – 2009 (พ.ศ. 2536 – 2552) เพิ่มสูงขึ้นด้วยอัตรา 3.5 ม.ม. ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นแล้ว 59.5 ม.ม.  17 ปีที่ผ่านมา (ศึกษาจากดาวเทียมประเภทอัลติมิเตอร์ มีรายละเอียดแสดงดังรูปที่ 12
รูปที่ 12 อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยจากข้อมูลดาวเทียมประเภทอัลติมิเตอร์ ระหว่างปี ค.ศ.1993 – 2009 หรือ พ.ศ. 2536 – 2552 หน่วยเป็นมิลลิเมตรต่อปี (mm yr-1) (ที่มา: Trisirisatayawong et al., 2011)
2.7

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตของประเทศไทย

1. แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนในรอบ 40 ปี ของประเทศไทย

การศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในอนาคต จะนำเสนอข้อมูลจากการจำลองสถานการณ์สภาพอากาศของประเทศไทยจาก 2 สถานการณ์ ได้แก่ RCP4.5 และ RCP8.5 ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนในประเทศไทย โดยกำหนดกรอบเวลาในการนำเสนอข้อมูลเป็นระยะเวลา 40 ปี (ปี พ.ศ.2558 – พ.ศ.2598)

ตารางที่ 5-9 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในประเทศไทยการจำลองสถานการณ์สภาพอากาศ RCP4.5 และ RCP8.5
ปี RCP4.5  RCP8.5
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย – สูงสุดเฉลี่ย อุณหภูมิเฉลี่ย (˚C) ร้อยละการเปลี่ยนแปลงในระยะ 5 ปี อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย – สูงสุดเฉลี่ย อุณหภูมิเฉลี่ย (˚C) ร้อยละการเปลี่ยนแปลงในระยะ 5 ปี
2558 21.47 – 32.07 26.75 32.10 – 21.51 26.79
2563 21.64 – 32.23 26.91 0.60 32.29 – 26.98 26.98 0.71
2568 21.81 – 32.39 27.09 0.67 32.48 – 27.18 27.18 0.74
2573 21.99 – 32.55 27.25 0.59 32.68 – 22.13 27.39 0.77
2578 22.15 – 32.71 27.41 0.59 32.90 – 22.36 27.61 0.80
2583 22.32 – 32.86 27.57 0.58 33.12 – 22.60 27.84 0.83
2588 22.47 – 33.00 27.72 0.54 33.35 – 22.84 28.08 0.86
2593 22.62 – 33.14 27.86 0.51 33.59 – 23.10 28.33 0.89
2598 22.75 – 33.27 27.99 0.47 33.84 – 23.37 28.59 0.92

ที่มา: รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, มกราคม 2559

กรณี RCP4.5

แนวโน้มของอัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะสูงขึ้นในช่วงแรกและเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ในเวลาต่อมา ทำให้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสำหรับ RCP4.5 ไม่รุนแรงนัก และมีแนวโน้มคงที่และลดลง

กรณี RCP8.5

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของประเทศไทยจากการจำลองสถานการณ์ด้วย RCP8.5 พบว่า แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ตารางที่ 4 ปริมาณน้ำฝนรวมของประเทศไทยจากสถานการณ์ RCP4.5 และ RCP8.5
ปีRCP4.5  RCP8.5
ปริมาณน้ำฝนรวมเฉลี่ยทั้งประเทศ(มิลลิเมตร)ร้อยละการเปลี่ยนแปลงในระยะ 5 ปีปริมาณน้ำฝนรวมเฉลี่ยทั้งประเทศ (มิลลิเมตร)ร้อยละการเปลี่ยนแปลงในระยะ 5 ปี
25581,509.901,511.69
25631,517.930.531,520.800.60
25681,525.940.531,530.390.63
25731,533.850.521,540.460.66
25781,541.600.511,550.990.68
25831,549.090.491,561.970.71
25881,556.260.461,573.400.73
25931,562.030.431,585.250.75
25981,569.310.401,597.520.77

ที่มา: รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, มกราคม 2559

กรณี RCP4.5 และ กรณี RCP8.5

ปริมาณน้ำฝนรวมตลอดทั้งปีของประเทศไทยในสถานการณ์ RCP4.5 ในภาพรวม    มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 40 ปี ข้างหน้า

การวิเคราะห์ลักษณะภูมิอากาศช่วงปีฐาน ระหว่าง พ.ศ. 2524-2553

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก ลักษณะภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศส่วนใหญ่คล้ายคลึงกันมีแตกต่างกันบ้างเพียงเล็กน้อย การแบ่งภาคของประเทศไทยในทางอุตุนิยมวิทยา จึงพิจารณารูปแบบภูมิอากาศและแบ่งออกเป็น 5 ภาค ดังนี้

  • ภาคเหนือ ประกอบด้วย 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง ประกอบด้วย 18 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
  • ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้ เป็นคาบสมุทรขนาบด้วยทะเลสองด้าน ด้านตะวันตก คือ ทะเลอันดามัน ด้านตะวันออก คือ อ่าวไทย ภาคนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ดังนี้
    • ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ บริเวณตอนบนของภาคต่อเนื่องถึงที่ราบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ประกอบด้วย 10 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
    • ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

เกณฑ์การพิจารณาปริมาณฝนในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ของแต่ละวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันหนึ่ง ถึงเวลา 07.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ตามลักษณะของฝนที่ตกในประเทศที่อยู่ในเขตร้อนย่านมรสุมมีดังนี้

  • ฝนวัดจำนวนไม่ได้ ปริมาณฝนน้อยกว่า 0.1 มิลลิเมตร
  • ฝนเล็กน้อย ปริมาณฝนระหว่าง 0.1 – 10.0 มิลลิเมตร
  • ฝนปานกลาง ปริมาณฝนระหว่าง 10.1 – 35.0 มิลลิเมตร
  • ฝนหนัก ปริมาณฝนระหว่าง 35.1 – 90.0 มิลลิเมตร
  • ฝนหนักมาก ปริมาณฝนตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป

      ลักษณะอากาศในฤดูร้อนพิจารณาจากอุณหภูมิสูงสุดของแต่ละวัน โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้

  • อากาศร้อน อุณหภูมิระหว่าง 35.0 – 39.0oC
  • อากาศร้อนจัด อุณหภูมิตั้งแต่ 40.0oC ขึ้นไป

     ลักษณะอากาศในฤดูหนาวพิจารณาจากอุณหภูมิต่ำสุดของแต่ละวัน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้

  • อากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำกว่า 8.0oC
  • อากาศหนาว อุณหภูมิระหว่าง 8.0 – 15.9oC
  • อากาศเย็น อุณหภูมิระหว่าง 16.0 – 22.9 oC

     ประเทศไทยมี 3 ฤดูกาล ดังนี้ 

  • ฤดูร้อน ระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม
  • ฤดูฝน ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม
  • ฤดูหนาว ระหว่างกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์

1. ปริมาณฝน

ตารางที่ 5 การคาดการณ์ปริมาณฝนรายภูมิภาคของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2559 – 2578 (ช่วงที่ 1)
ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2559-2578)  
ภูมิภาคช่วงที่มีปริมาณฝนปริมาณฝนสูงสุด
น้อยกว่า 90.0 มิลลิเมตรมากกว่า 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป
ภาคเหนือ

มกราคม – เมษายน

และ

พฤศจิกายน – ธันวาคม

พฤษภาคม – ตุลาคม

896.7 มิลลิเมตร

ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2577

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่สอด จ.ตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มกราคม – เมษายน

และ

พฤศจิกายน – ธันวาคม

พฤษภาคม – ตุลาคม

852.1 มิลลิเมตร

ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2568

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม จ.นครพนม

ภาคกลาง

มกราคม – เมษายน

และ

พฤศจิกายน – ธันวาคม

พฤษภาคม – ตุลาคม

669.7 มิลลิเมตร

ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2560

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ภาคตะวันออก

มกราคม – มีนาคม

และ

พฤศจิกายน – ธันวาคม

เมษายน – ตุลาคม

2,131.6 มิลลิเมตร

ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2560

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาคลองใหญ่ จ.ตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมกราคม – เมษายนพฤษภาคม – ธันวาคม

1,258.6 มิลลิเมตร

ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2568

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอำเภอเมือง จ.สงขลา

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก

มกราคม – กุมภาพันธ์

และ

ธันวาคม

มีนาคม – พฤศจิกายน

1,237.4 มิลลิเมตร

ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2560

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอำเภอเมือง จ.ระนอง

ตารางที่ 6 การคาดการณ์ปริมาณฝนรายภูมิภาคของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2579 – 2598 (ช่วงที่ 2)

ช่วงที่ 2 (พ.ศ. 2579-2598)  
ภูมิภาคช่วงเดือนที่มีปริมาณฝนรายเดือนปริมาณฝนสูงสุด
น้อยกว่า 90.0 มิลลิเมตรมากกว่า 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป
ภาคเหนือ

มกราคม-เมษายน

และ

พฤศจิกายน-ธันวาคม

พฤษภาคม- ตุลาคม

926.7 มิลลิเมตร

ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2597

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่สอด จ.ตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มกราคม-เมษายน

และ

พฤศจิกายน-ธันวาคม

พฤษภาคม-ตุลาคม

842.5 มิลลิเมตร

ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2585

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยา นครพนม จ.นครพนม

ภาคกลาง

มกราคม-เมษายน

และ

พฤศจิกายน-ธันวาคม

พฤษภาคม-ตุลาคม

678.4 มิลลิเมตร

ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2580

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ภาคตะวันออก

มกราคม-มีนาคม

และ

พฤศจิกายน-ธันวาคม

เมษายน-ตุลาคม

2,089.0 มิลลิเมตร

ในเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2580

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาคลองใหญ่ จ.ตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมกราคม-เมษายนพฤษภาคม-ธันวาคม

1,184.2 มิลลิเมตร

ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2588

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอำเภอเมือง จ.สงขลา

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก

มกราคม-กุมภาพันธ์

และ

ธันวาคม

มีนาคม-พฤศจิกายน

1,195.9 มิลลิเมตร

ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2580

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอำเภอเมือง จ.ระนอง

หมายเหตุ ปริมาณฝนรายเดือนน้อยกว่า 90.0 มิลลิเมตร หมายถึง อยู่ในเกณฑ์ฝนเล็กน้อย และฝนปานกลางจนถึงฝนหนัก ปริมาณฝนมากกว่า 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป หมายถึง อยู่ในเกณฑ์ฝนหนักมากตารา

2. อุณหภูมิอากาศสูงสุด

ตารางที่ 7 การคาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2559 – 2578 (ช่วงที่ 1)

ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2559-2578)  
ภูมิภาคช่วงที่มีอุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนอุณหภูมิสูงสุด
35.0-39.9°Cมากกว่า 40.0°C ขึ้นไป
ภาคเหนือมีนาคม-พฤษภาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
42.9°C ในปี พ.ศ. 2578
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน
จ.แม่ฮ่องสอน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีนาคม-พฤษภาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย

41.7°C ในปี พ.ศ. 2575

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาท่าตูม จ.สุรินทร์

ภาคกลางกุมภาพันธ์-พฤษภาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
43.7°C ในปี พ.ศ. 2575
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยากาญจนบุรี
จ.กาญจนบุรี
ภาคตะวันออกเมษายนไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
41.2°C ในปี พ.ศ. 2575
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอรัญประเทศ
จ.ปราจีนบุรี
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
ไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
39.0°C ในปี พ.ศ. 2575
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาสุราษฏร์ธานี
จ.สุราษฏร์ธานี
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีนาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
40.0°C ในปี พ.ศ. 2575
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาตรัง จ.ตรัง
ตารางที่ 8 การคาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2579 – 2598 (ช่วงที่ 2)
ช่วงที่ 2 (พ.ศ. 2579-2598)
ภูมิภาคช่วงที่มีอุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนอุณหภูมิสูงสุด
35.0-39.9°Cมากกว่า 40.0°C ขึ้นไป
ภาคเหนือกุมภาพันธ์-พฤษภาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
43.3 °C ในปี พ.ศ. 2593
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาแม่ฮ่องสอน
จ.แม่ฮ่องสอน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีนาคม-กรกฎาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย

41.6°C ในปี พ.ศ. 2595

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาท่าตูม จ.สุรินทร์

ภาคกลางกุมภาพันธ์ -กรกฎาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
43.3°C ในปี พ.ศ. 2595
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยากาญจนบุรี
จ.กาญจนบุรี
ภาคตะวันออกมีนาคม – พฤษภาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
41.1°C ในปี พ.ศ. 2595
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอรัญประเทศ
จ.ปราจีนบุรี
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกเมษายน – พฤษภาคมไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
39.2°C ในปี พ.ศ. 2581
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาสุราษฏร์ธานี
จ.สุราษฏร์ธานี
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกกุมภาพันธ์ – เมษายนไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
40.1°C ในปี พ.ศ. 2581
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาตรัง จ.ตรัง

หมายเหตุ
อุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ยรายเดือน ระหว่าง 35.0 – 39.9°C หมายถึง มีสภาพอากาศร้อน
อุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ยรายเดือน มากกว่า 40.0 °C ขึ้นไป หมายถึง มีสภาพอากาศร้อนจัด

3. อุณหภูมิอากาศต่ำสุด

ตารางที่ 9 การคาดการณ์อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2559 – 2578 (ช่วงที่ 1)

ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2559-2578)  
ภูมิภาค

ช่วงที่มีีอุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือน

ระหว่าง 16.0-22.9 °C

อุณหภูมิต่ำสุด
ภาคเหนือ

มกราคม – มีนาคม

และ

ตุลาคม – ธันวาคม

10.0°C ในปี พ.ศ. 2559
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอุ้มผาง จ.ตาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มกราคม – กุมภาพันธ์

และ

พฤศจิกายน – ธันวาคม

13.1°C ในปี พ.ศ. 2572

ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาเลย จ.เลย

ภาคกลาง

มกราคม

และ

พฤศจิกายน – ธันวาคม

14.1°C ในปี พ.ศ. 2566
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาทองผาภูมิ
จ.กาญจนบุรี
ภาคตะวันออกมกราคม และ ธันวาคม18.7 °C ในปี พ.ศ. 2572
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยากบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
19.3°C ในปี พ.ศ. 2560
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
20.8°C ในปี พ.ศ. 2573
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาตรัง จ.ตรัง

ตารางที่ 10 การคาดการณ์อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2579 – 2598 (ช่วงที่ 2)

ช่วงที่ 2 (พ.ศ. 2579-2598)
ภูมิภาค

ช่วงที่มีอุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือน

ระหว่าง 16.0 – 22.9 °C

อุณหภูมิต่ำสุด
ภาคเหนือ

มกราคม-มีนาคม

และ

พฤศจิกายน-ธันวาคม

11.3°C ในปี พ.ศ. 2595
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอุ้มผาง จ.ตาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มกราคม-กุมภาพันธ์

และ

พฤศจิกายน-ธันวาคม

14.7°C ในปี พ.ศ. 2592
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาเลย จ.เลย
ภาคกลางมกราคม และ ธันวาคม15.3°C ในปี พ.ศ. 2586
และ พ.ศ. 2596
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาทองผาภูมิ
จ.กาญจนบุรี
ภาคตะวันออกไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
20.1°C ในปี พ.ศ. 2582
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
20.3°C ในปี พ.ศ. 2580
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกไม่พบว่าเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเลย
21.5°C ในปี พ.ศ. 2593
ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาตรัง จ.ตรัง

หมายเหตุ
อุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือน ระหว่าง 16.0-22.9 องศาเซลเซียส (°C) หมายถึง มีสภาพอากาศเย็น

4. อุณหภูมิอากาศเฉลี่ย

ตารางที่ 11 การคาดการณ์อุณหภูมิเฉลี่ยตามฅฤดูกาลของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2559 – 2578 (ช่วงที่ 1)
ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2559-2578)  
ภูมิภาคอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยตามฤดูกาลอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยสูง อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยต่ำ
ฤดูร้อนฤดูฝนฤดูหนาว
ภาคเหนือ28.3-30.3°C26.3-29.4°C22.9-26.3°C30.3°C
ในเดือนเมษายน
22.9°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ29.7-30.4°C28.2-29.4°C24.1-26.7°C30.4°C
ในเดือนเมษายน
24.1°C
ในเดือนมกราคมและธันวาคม
ภาคกลาง30.2-31.4°C28.7-29.5°C26.3-28.8°C31.4°C
ในเดือนเมษายน
26.3°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคตะวันออก29.5-30.428.6-29.927.1-27.830.4°C
ในเดือนเมษายน
27.0°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคใต้ฝั่งตะวันออก28.6-29.4°C28.1-29.2 °C26.6-27.5°C29.4°C
ในเดือนเมษายน
26.6 °C
ในเดือนธันวาคม
ภาคใต้ฝั่งตะวันตก29.2-29.4°C27.7-29.1°C27.4-27.9°C29.4°C
ในเดือนเมษายน
27.5°C
ในเดือนธันวาคม
ตารางที่ 12 การคาดการณ์อุณหภูมิเฉลี่ยตามฅฤดูกาลของประเทศไทยใน 40 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2579 – 2598 (ช่วงที่ 2)
ช่วงที่ 2 (พ.ศ. 2579-2598)
ภูมิภาคอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยตามฤดูกาลอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยสูง อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยต่ำ
ฤดูร้อนฤดูฝนฤดูหนาว
ภาคเหนือ29.3-31.4°C27.6-29.2°C24.2-26.5°C31.4°C
ในเดือนเมษายน
24.2°C
ในเดือนมกราคมและธันวาคม
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ30.2-31.6°C29.2-30.4°C25.2-28.1°C31.6°C
ในเดือนเมษายน
25.2°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคกลาง31.0-32.3°C29.5-30.5°C27.5-28.9°C32.3°C
ในเดือนเมษายน
27.5°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคตะวันออก30.2-31.1°C29.3-30.8°C28.0-28.6°C31.1°C
ในเดือนเมษายน
28.0°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคใต้ฝั่งตะวันออก29.3-30.3°C28.9-30.1°C27.3-28.2°C30.3°C
ในเดือนเมษายน
27.3°C
ในเดือนธันวาคม
ภาคใต้ฝั่งตะวันตก29.9-30.3°C28.5-29.9°C28.0-28.8°C30.3°C
ในเดือนเมษายน
28.0°C
ในเดือนตุลาคม

การเปรียบเทียบลักษณะภูมิอากาศช่วงปีมาตรฐาน คาบ 30 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2524-2553 กับผลลัพธ์จากแบบจำลองการพยากรณ์ภูมิอากาศในอนาคตช่วง 40 ปี ข้างหน้า ระหว่าง พ.ศ. 2559-2598 ในช่วงเวลาต่าง ๆ

การเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เป็นตัวแปรอุตุนิยมวิทยารายเดือนในระดับภูมิภาคในอนาคต ช่วง 40 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2559-2598 โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ๆ ละ 20 ปี และแบ่งเป็น 8 ช่วง ๆ ละ 5 ปี ตามลำดับ กับค่าปกติมาตรฐานเฉลี่ย 30 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2524-2553 ของกรมอุตุนิยมวิทยา 

ปริมาณฝน

สรุปได้ว่าในภาพรวม ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีแนวโน้มปริมาณฝนรายเดือนในอนาคต (เส้นสีน้ำเงิน) มีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 30 ปี (เส้นสีแดง) ในระยะ 7 เดือนแรก หลังจากนั้นปริมาณฝนจะเพิ่ม มากขึ้นชัดเจนในระยะ 5 เดือนหลัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ยกเว้น ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (เส้นสีน้ำเงิน) มีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 30 ปี (เส้นสีแดง) ใน 9 เดือนแรก ต่อจากนั้นมีค่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ชัดเจน ตลอด 3 เดือนหลัง แสดงดังรูปที่ 13-1 ถึง 13-4

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบผลลัพธ์ปริมาณฝนรายเดือนระดับภูมิภาคในอนาคต

รูปที่ 13-1 เปรียบเทียบปริมาณฝนรวมรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย ช่วงที่ 1
รูปที่ 13-2 เปรียบเทียบปริมาณฝนรวมรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย ช่วงที่ 2
รูปที่ 13-3 เปรียบเทียบปริมาณฝนรวมรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ช่วงที่ 1
รูปที่ 13-4 เปรียบเทียบปริมาณฝนรวมรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทย ช่วงที่ 2

ปริมาณฝน

สรุปได้ว่าในภาพรวม ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีแนวโน้มปริมาณฝนรายเดือนในอนาคต (เส้นสีน้ำเงิน) มีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 30 ปี (เส้นสีแดง) ในระยะ 7 เดือนแรก หลังจากนั้นปริมาณฝนจะเพิ่ม มากขึ้นชัดเจนในระยะ 5 เดือนหลัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ยกเว้น ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (เส้นสีน้ำเงิน) มีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 30 ปี (เส้นสีแดง) ใน 9 เดือนแรก ต่อจากนั้นมีค่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ชัดเจน ตลอด 3 เดือนหลัง แสดงดังรูปที่ 14-1 ถึง 14-2

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบผลลัพธ์ปริมาณฝนรายเดือนระดับภูมิภาคในอนาคต

รูปที่ 14-1 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคตะวันออกของประเทศไทย ช่วงที่ 1
รูปที่ 14-2 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคตะวันออกของประเทศไทย ช่วงที่ 2

อุณหภูมิอากาศต่ำสุด

สรุปได้ว่าในภาพรวม ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีแนวโน้มอุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนในอนาคต  (เส้นสีน้ำเงิน) มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี (เส้นสีแดง) ในระยะ 9 เดือนแรก ประมาณ 1 องศาเซลเซียส และ 3 เดือนหลัง มีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย สำหรับอุณหภูมิเฉลี่ยช่วงละ 5 ปี พบว่า ทุกช่วงมีค่าสูงกว่า ค่าเฉลี่ย 30 ปี แสดงดังรูปที่ 15-1 และ 15-2

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบผลลัพธ์อุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนระดับภูมิภาคในอนาคต

รูปที่ 15-1 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ช่วงที่ 1
รูปที่ 15-2 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ยรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ช่วงที่ 2

อุณหภูมิอากาศเฉลี่ย

สรุปได้ว่าในภาพรวม ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีแนวโน้มอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยรายเดือนในอนาคต (เส้นสีน้ำเงิน) มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี (เส้นสีแดง) ในระยะ 9 เดือนแรก ประมาณ 1 องศา เซลเซียส และ 3 เดือนหลัง มีค่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย สำหรับอุณหภูมิเฉลี่ยช่วงละ 5 ปี พบว่า ทุกช่วงมีค่าสูงกว่า ค่าเฉลี่ย 30 ปี ตลอดทั้ง 12 เดือนชัดเจน แสดงดังรูปที่ 16-1 และ 16-2

ตัวอย่าง การเปรียบเทียบผลลัพธ์อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยรายเดือนระดับภูมิภาคในอนาคต

รูปที่ 16-1 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคกลางของประเทศไทย ช่วงที่ 1
รูปที่ 16-2 เปรียบเทียบอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยรายเดือนคาบเวลาต่าง ๆ ในภาคกลางของประเทศไทย ช่วงที่ 2

การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต 40 ปีข้างหน้า ช่วงที่ 1 (พ.ศ.  2559-2578) และ ช่วงที่ 2 (พ.ศ. 2579-2598) ของประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

       ผลจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ แบ่งคาบการวิเคราะห์เป็นช่วงละ 20 แสดงค่าคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิสูงสุดในรายเดือนของแต่ละช่วงเวลา และแสดงภาพพื้นที่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นระดับต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย เปรียบเทียบกับปีมาตรฐาน 30 ปี คือ ระหว่าง พ.ศ. 2524-2553 แสดงดังรูปที่ 17-1 ถึง 17-6

รูปที่ 17-1 ระดับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจากปีฐานในช่วง ค.ศ. 2016 - 2035
รูปที่ 17-2 ระดับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจากปีฐานในช่วง ค.ศ. 2036 - 2055
รูปที่ 17-3 ระดับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจากปีฐานในช่วง ค.ศ. 2016 - 2035
รูปที่17-4 ระดับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยจากปีฐานในช่วง ค.ศ. 2036 - 2055
รูปที่ 17-5 ระดับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยจากปีฐานในช่วง ค.ศ. 2016 - 2035
รูปที่ 17-6 ระดับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยจากปีฐานในช่วง ค.ศ. 2036 - 2055

การเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนสูงสุด

ผลจากการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่ได้มาจากการ วิเคราะห์ แบ่งคาบการวิเคราะห์เป็นช่วงละ 20 ปี แสดงค่า คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนสูงสุดในรายเดือนของแต่ละช่วงเวลา และแสดงภาพพื้นที่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นระดับต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนสูงสุดเฉลี่ย ดังรูปที่ 18-1 และรูปที่ 18-2

รูปที่ 18-1 ระดับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนสูงสุดเฉลี่ยจากปีฐาน ในช่วง ค.ศ. 2016 – 2035
รูปที่ 18-2 ระดับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนสูงสุดเฉลี่ยจากปีฐาน ในช่วง ค.ศ. 2036 – 2055
2.8

ความแปรปรวนและปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศที่เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

ความแปรปรวนของสภาพอากาศ หมายถึง ลักษณะอากาศที่มีการเบี่ยงเบนไปจากค่าปกติ ซึ่งใช้ระยะเวลาเป็นรายปีถึงหลายสิบปี และเป็นผลเชื่อมโยงมาจากปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น แสดงดังรูปที่ 19 ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ย่อมได้รับอิทธิพลจากความผันแปรของปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศที่เกิดจากทั้งสองมหาสมุทรในลักษณะของปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศที่มีรูปแบบความแปรปรวนในคาบเวลาต่าง ๆ นอกจากนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศนั้น ยังเป็นต้นเหตุนำไปสู่สภาวะสุดขั้วของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติทั้งในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ถือเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นความผันแปรระยะสั้นที่สามารถส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในวงกว้าง

รูปที่ 19 ความแปรปรวนของสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ดัดแปลงจาก Environment Canada, 2012)

ปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศ

ปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศ เป็นปฏิสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างชั้นบรรยากาศ พื้นดิน และผิวหน้ามหาสมุทร ทำให้เกิดสภาวะสุดขั้วของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ ปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคกับความแปรปรวนของสภาพอากาศมีความสัมพันธ์กันผ่านกระบวนการเชื่อมโยงระยะไกล ซึ่งการเข้าใจถึงปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศจะช่วยในเรื่องการพยากรณ์หรือการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ด้านภูมิอากาศที่สำคัญและเกิดขึ้นในประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. ลมมรสุม (Monsoon)
  2. ปรากฏการณ์เอ็นโซ (El Nino – Southern Oscillation; ENSO)
  3. ปรากฏการณ์อินเดียนโอเชียนไดโพล (Indian Ocean Dipole; IOD)
  4. ปรากฏการณ์ Madden Julian Oscillation (MJO)

            1. ลมมรสุม (Monsoon) คือ ลมประจำฤดูของประเทศไทย เกิดขึ้นจากอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างมวลอากาศเขตพื้นดินกับพื้นน้ำ จึงเกิดการหมุนเวียนของลมที่พัดตามฤดูกาล ในฤดูหนาวอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นดินเย็นกว่าพื้นน้ำ อากาศเหนือพื้นน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจึงลอยตัวขึ้น อากาศเหนือพื้นดินซึ่งเย็นกว่าจะไหลไปแทนที่และทำให้เกิดลมพัดออกจากพื้นดิน เมื่อถึงฤดูร้อนอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นดินสูงกว่าพื้นน้ำจึงทำให้เกิดลมพัดในทิศทางตรงข้าม สำหรับประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด คือ
           (1) ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะพัดปกคลุมประเทศไทยระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม มรสุมนี้จะนำมวลอากาศชื้นจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ประเทศไทยมาปะทะแนวเขา เกิดเป็นฝนตกชุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ฝั่งอันดามัน
          (2) ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะพัดปกคลุมประเทศไทยในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ (หลังจากหมดอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้) มรสุมนี้จะพัดพามวลอากาศเย็นและแห้งจากแถบประเทศมองโกเลียและจีนเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ทำให้เกิดอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกชุกโดยเฉพาะฝั่งตะวันออก เนื่องจากมรสุมนี้ได้พัดพามวลอากาศชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุม แสดงดังรูปที่ 20

รูปที่ 20 ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่มา: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2554)

               2. ปรากฏการณ์เอ็นโซ (El Nino – Southern Oscillation; ENSO) เอ็นโซ (ENSO หรือ EN + SO) เป็นคำที่ใช้เรียกรวมปรากฏการณ์เอลนิโญ่ (El Nino) กับความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (Southern Oscillation) ซึ่งปรากฏการณ์ ENSO เป็นความแปรผันของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ในสภาวะปกติลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมบริเวณเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก ได้พัดพากระแสน้ำอุ่นจากฝั่งตะวันออกมายังฝั่งตะวันตก เกิดเป็นมวลน้ำอุ่นบริเวณน่านน้ำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำพามาซึ่งความชื้นและน้ำฝน ทำให้ภูมิภาคแถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์

เอลนีโญ รู้จักกันในรูปแบบความแห้งแล้งของปรากฏการณ์ ENSO เกิดจากลมสินค้าที่พัดปกคลุมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอ่อนกำลังลง ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลจากบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกไปยังทวีปอเมริกาใต้ ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีอัตราการก่อตัวของเมฆและปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม ลานีญ่า เป็นปรากฏการณ์ที่กลับกันกับเอลนีโญ โดยลานีญ่าเกิดจากการที่ลมสินค้านั้นมีกําลังแรงกว่าปกติ ส่งผลให้กระแสน้ำอุ่นถูกพัดให้เคลื่อนมาเข้ายังบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ทําให้ในบริเวณนี้มีอัตราการก่อตัวของเมฆและปริมาณฝนเพิ่มขึ้น แสดงดังรูปที่ 21 ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1900 – 2019 เกิดเอลนีโญไม่น้อยกว่า 30 ครั้ง และปรากฏการณ์ครั้งรุนแรงเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1982 – 1983, 1997 – 1998 และ 2014 – 2016

ปรากฏการณ์ ENSO มีความเชื่อมโยงกับความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ โดยความกดอากาศเหนือระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกในซีกโลกใต้มีความสัมพันธ์กับความกดอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งดัชนีทั่วไปที่ใช้บ่งชี้สภาวะ ENSO คือ ดัชนีความแปรผันของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (Southern Oscillation Index: SOI) ดัชนี SOI ถูกกำหนดเป็นค่าความแตกต่างระหว่างความกดอากาศเหนือระดับน้ำทะเล ณ เกาะตาฮิติ (ตัวแทนระบบความกดอากาศของมหาสมุทรแปซิฟิกในซีกโลกใต้) และความกดอากาศเหนือระดับน้ำทะเล ณ เมืองดาร์วิน บริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย (ตัวแทนระบบความกดอากาศฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก) นั่นคือ เมื่อดัชนี SOI มีค่าเป็นลบ (บวก) เป็นระยะเวลาพอสมควร และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูง (ต่ำ) กว่า 1 (-1) หมายถึง ปรากฏการณ์เอลนีโญ่ (ลานีญา) อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ ENSO ยังสามารถบ่งชี้ได้ด้วยดัชนีอื่น ๆ เช่น Multivariate ENSO Index (MEI) ซึ่งเป็นดัชนีที่ได้จากองค์ประกอบหลักของความแปรปรวน 6 ตัวแปร ได้แก่ อุณหภูมิผิวทะเล อุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศเหนือระดับน้ำทะเล ลมผิวพื้นในทิศเหนือ-ใต้ ลมผิวพื้นในทิศตะวันออก-ตะวันตก และปริมาณเมฆปกคลุม หรือดัชนีที่ใช้ค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตศูนย์สูตร เช่น Nino 3.4 ซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างละติจูด 5N – 5S และลองจิจูด 120W – 170W เป็นต้น แสดงดังรูปที่ 22 นอกจากนี้ ผลกระทบของปรากฏการณ์ ENSO ที่มีต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศของประเทศไทย พบว่า ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (ลดลง) ในปีที่เกิดเอลนีโญ (ลานีญา) และพบว่า ปริมาณน้ำฝนรวมรายปีมีแนวโน้มลดลง (เพิ่มขึ้น) ในปีที่เกิดเอลนีโญ (ลานีญา) แสดงดังรูปที่ 23 และตารางที่ 13

รูปที่ 21 ปรากฏการณ์เอ็นโซ (ENSO)
รูปที่ 22 ดัชนีที่ใช้ค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตศูนย์สูตร
รูปที่23 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนสะสมรายปีที่เกิดจากปรากฏการณ์เอ็นโซ
ตารางที่ 13 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนสะสมรายปีขณะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา
ตัวแปรเอลนีโญลานีญ่า
แนวโน้มอุณหภูมิเพิ่มขึ้นลดลง
ปริมาณน้ำฝนสะสมรายปีลดลงเพิ่มขึ้น

           3. ปรากฏการณ์อินเดียนโอเชียนไดโพล (Indian Ocean Dipole; IOD) เป็นการผันแปรของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย ในสภาวะปกติด้านฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียหรือบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาณาเขตมวลน้ำอุ่น ได้ถูกขับเคลื่อนโดยคลื่นเคลวิน (คลื่นพเนจรในเขตร้อนของมหาสมุทรอินเดีย) พัดพามวลน้ำเย็นจากด้านตะวันตกไปยังด้านตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดการเย็นตัวลงอย่างผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางตอนใต้ด้านตะวันออก และการอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลด้านตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียเขตศูนย์สูตร โดยทั่วไปการบ่งชี้ปรากฏการณ์ IOD มักใช้ดัชนี Dipole Mode Index (DMI) ซึ่งเป็นค่าความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ผิดสภาพระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย โดยค่าดัชนี DMI จะถูกใช้อ้างอิงเป็นค่า IOD ในกรณีที่ค่า IOD เป็นบวก (ลบ) ฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความแห้งแล้ง (ฝนตกหนัก) ส่วนฝั่งตะวันตกจะเกิดฝนตกหนัก (แห้งแล้ง) ดังแสดงในรูปที่ 24 ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ IOD ที่มีค่าเป็นบวกครั้งแรงที่สุด เกิดขึ้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 2006 ส่วนค่าลบเกิดขึ้นเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 2016

ปรากฏการณ์ IOD มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยทั้งด้านอุณหภูมิและปริมาณฝน แต่การอธิบายกลไกหรือการเชื่อมโยงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนเหมือนปรากฏการณ์ ENSO ทั้งนี้ ผลกระทบจากปรากฏการณ์ IOD อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นหรือการลดลงของผลกระทบจากปรากฏการณ์ ENSO

รูปที่ 24 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลและปริมาณน้ำฝนสะสมที่เกิดจาก ปรากฏการณ์อินเดียนโอเชียนไดโพล
ตารางที่ 14 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนสะสมในแต่ละช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์อินเดียนโอเชียนไดโพล 
ปริมาณน้ำฝนแนวโน้ม
ปริมาณน้ำฝนสะสมในฤดูฝนเพิ่มขึ้น
ปริมาณน้ำฝนสะสมในฤดูแล้ง (ถัดมา)ลดลง
ปริมาณน้ำฝนสะสมรายปีเพิ่มขึ้น

           4. ปรากฏการณ์ Madden-Julian Oscillation (MJO) เป็นการก่อตัวอย่างเป็นระบบของกลุ่มเมฆฝนเป็นบริเวณกว้าง เรียกว่า positive MJO สลับกับบริเวณความกดอากาศสูงและฝนแล้ง เรียกว่า negative MJO ซึ่งเกิดขึ้นในเขตร้อนเหนือมหาสมุทรอินเดียและเคลื่อนตัวผ่านไปทางตะวันออกจนสลายตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก แสดงดังรูปที่ 25 โดยมีคาบการเกิดระหว่าง 20-100 วัน ปรากฏการณ์ MJO มีอิทธิพลในการปรับเปลี่ยนระดับความรุนแรงและลักษณะการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อน และก่อให้เกิดความแปรปรวนภายในฤดูกาลของมรสุม อีกทั้ง ยังกระตุ้นรูปแบบความเชื่อมโยงระยะไกลของบรรยากาศนอกเขตร้อนชื้นอีกด้วย

การศึกษาพัฒนาการของปรากฏการณ์ MJO ที่ตรวจวัดด้วยดาวเทียมเป็นตัวแทนในบริเวณที่เกิดเมฆฝน พบว่า พื้นที่ประเทศไทยอยู่ในบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ MJO ทั้งในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการเปลี่ยนแปลงของบริเวณที่ได้รับผลกระทบตามฤดูมรสุม

รูปที่ 25 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนที่เกิดจากปรากฏการณ์ Madden Julian Oscillation
Close Menu