ระบบภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1.1

ระบบภูมิอากาศโลก

ระบบภูมิอากาศเป็นระบบที่มีความซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของภูมิอากาศเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนสสาร และพลังงาน

1.2

ลม ฟ้า อากาศ
และสภาพภูมิอากาศ

ความหมายและความแตกต่างระหว่าง “ลมฟ้าอากาศ” (Weather) และ “สภาพภูมิอากาศ” (Climate)

1.3

การเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ

นิยาม ความหมาย สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก

ระบบภูมิอากาศโลก ​

ระบบภูมิอากาศ

“ภูมิอากาศ” เป็นระบบที่ซับซ้อนและมีการปฏิสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆ ของระบบโลก ซึ่งประกอบด้วย บรรยากาศ มหาสมุทรและแหล่งน้ำ พื้นดิน แผ่นน้ำแข็งและสิ่งมีชีวิต ระบบภูมิอากาศมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภายใต้อิทธิพลจากพลวัตรภายในของตัวเองและเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่เรียกว่าแรงขับเคลื่อน ซึ่งแรงขับเคลื่อนภายนอกนี้ รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น การปะทุของภูเขาไฟและความแปรปรวนของแสงอาทิตย์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของบรรยากาศและสัณฐานวิทยาของพื้นดินที่เกิดจากมนุษย์ ดังแสดงในรูปที่ 1

รูปที่ 1 ระบบภูมิอากาศโลก

สมดุลพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

             สมดุลพลังงานของโลกมีการเปลี่ยนแปลงตาม “วัฏจักรมิแลนโควิช (Milankovich cycle)” คือ การเปลี่ยนแปลงวงโคจรของโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทางดาราศาสตร์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อแกนหมุนของโลก การเหวี่ยงของแกนโลก และวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้โลกอยู่ใกล้หรือห่างจากดวงอาทิตย์และส่งผลให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในช่วงที่อุณหภูมิโลกสูงหรือต่ำกว่าปกติ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรทุก 10,000 – 20,000 ปี (อัศมน ลิ่มสกุล, กัณฑรีย์ บุญประกอบ และอำนาจ ชิดไธสง. 2554: 5) แสดงดังรูปที่ 2

             พื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยวัสดุหลายชนิด (Landcover types) และมีความสัมพันธ์กับสัดส่วนของรังสีดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับสู่บรรยากาศ หรือที่เรียกว่า “อัลบีโด” (Albedo)   ซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงแตกต่างกัน อาทิ เมฆและแผ่นน้ำแข็งมีสีขาว (อัลบีโดสูง) มีความสามารถในสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์กลับคืนสู่บรรยากาศได้ดี ในขณะที่พื้นดินและป่าไม้ที่มีสีเข้ม (อัลบีโดต่ำ) มีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีจากดวงอาทิตย์ ดังนั้น สัดส่วนวัสดุปกคลุมพื้นที่แต่ละชนิดจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์และอุณหภูมิของโลก แสดงดังรูปที่ 3 และมีความเชื่อมโยงกับการดูดซับและสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์กลับออกไปสู่บรรยากาศ กล่าวคือ รังสีดวงอาทิตย์ที่เข้ามายังโลกเป็นรังสีคลื่นสั้น (short-wave radiation) เมื่อกระทบกับพื้นโลกแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน หรือรังสีคลื่นยาว (long-wave radiation) หากไม่สามารถสะท้อนกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้ จะทำให้เกิดการสะสมของพลังงานความร้อนบริเวณผิวโลก ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ ในระบบภูมิอากาศ แสดงดังรูปที่ 4

ลมฟ้าอากาศและสภาพภูมิอากาศ

ลมฟ้าอากาศและสภาพภูมิอากาศ

“ลมฟ้าอากาศ” (Weather) และ “สภาพภูมิอากาศ” (Climate) มีความหมายแตกต่างกัน ดังนี้

ลมฟ้าอากาศ หมายถึง ลักษณะและสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ (นาทีถึงสัปดาห์) ซึ่งตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยาหลัก ๆ ที่ตรวจวัด ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ ลมและฝน 

สภาพภูมิอากาศ หมายถึง ลักษณะเฉลี่ยของลมฟ้าอากาศที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นระยะเวลานาน (โดยปกติ 30 ปี หรือมากกว่า 30 ปี ตามที่องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก ได้กำหนดเป็นระยะเวลาสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศ สามารถอธิบายได้ในแง่ของคำอธิบายเชิงสถิติแนวโน้มและความแปรปรวนของตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เช่น อุณหภูมิ หยาดน้ำฟ้า ความดันบรรยากาศ ความชื้นและลม หรือผลรวมของสภาพภูมิอากาศ เช่น ประเภทสภาพอากาศและปรากฏการณ์ซึ่งมีลักษณะทั่วไปของสถานที่ หรือภูมิภาค หรือของโลกในภาพรวมก็ได้ โดยรูปแบบของสภาพภูมิอากาศ เป็นลักษณะสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นประจำซึ่งปรากฏอยู่ในนหลาย ๆ คาบเวลา ตัวอย่างเช่น ช่วงน้ำแข็งและช่วงที่อบอุ่นในยุคน้ำแข็งมีระยะเวลาเป็นหมื่น ๆ ปี ในขณะที่ ลมมรสุมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในแต่ละปี รูปแบบของสภาพภูมิอากาศ อาจแสดงในรูปแบบของวงจรปกติ เช่น รอบวันหรือรอบฤดูกาล เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นระยะ เช่น ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นช่วงระยะที่สม่ำเสมอ เช่น การปะทุของภูเขาไฟในฤดูหนาว เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง:

กัณฑรีย์ บุญประกอบ, 2553: ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. ใน: การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 แบบจำลองสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิอากาศในอนาคต. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย [อำนาจ ชิดไธสง (บรรณาธิการ)]

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คำนิยามของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

        “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ได้ถูกนิยามและให้คำจำกัดความแตกต่างกันออกไป แต่ความหมายที่ทางวิชาการยอมรับและนำมาอ้างอิง ได้แก่ คำจำกัดความของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change; IPCC) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change; UNFCCC)

          IPCC ได้ให้นิยามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าหมายถึง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวไม่ว่าจะเนื่องมาจากความผันแปรตามธรรมชาติในระยะสั้น หรือจากกิจกรรมของมนุษย์” ส่วน UNFCCC นิยาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าหมายถึง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใด ๆ ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม อันทำให้ส่วนประกอบของบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกัน”
 
          ทั้งนี้ สามารถสรุปได้ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสถานะและสภาพของภูมิอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากความผันแปรตามธรรมชาติและ/หรือการกระทำของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม”
 
           นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชัดเจนมากขึ้น สิ่งสำคัญ คือ การใช้คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ของสภาพภูมิอากาศ การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างลมฟ้าอากาศและสภาพภูมิอากาศ และการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่คงอยู่เป็นระยะเวลานาน วิทยาศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พยายามที่จะเข้าใจถึงกระบวนการทางกายภาพ เคมีชีวภาพและธรณีวิทยาและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการที่ก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศ โดยระดับความสนใจ มีตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับโลกและระดับสัปดาห์หรือหลายเดือนจนถึงหลายล้านปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั้งเชิงพื้นที่และเชิงเวลา ถูกวิเคราะห์โดยการตรวจสอบหลักฐานจากการสังเกตและตรวจวัดด้วยเครื่องมือ หรือดัชนี เช่น วงปีของต้นไม้ ฟอสซิล ธารน้ำแข็ง แผ่นน้ำแข็งในทะเล เกสรของพืช และระดับน้ำทะเล เป้าหมายหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ คือ การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศในอนาคต บนพื้นฐานของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและการสร้างภาพฉายอนาคตของสภาพภูมิอากาศบนพื้นฐานสมมุติฐานของกิจกรรมมนุษย์ในอนาคต การคาดการณ์และภาพฉายอนาคตเหล่านี้ เป็นผลลัพธ์สำคัญของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ และอาจใช้ในการพัฒนากลยุทธ์เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

           การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจาก “ชั้นบรรยากาศมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น” ซึ่งมีสาเหตุหลักจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ที่สร้างก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (คริสต์ศตวรรษที่ 18) ได้ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศสะสมก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจนเสียสมดุลและเกิดเป็น “ภาวะเรือนกระจก” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่น ๆ ของระบบภูมิอากาศโลก หมายรวมถึง การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ อัตราการคายระเหย และปริมาณน้ำฝน-น้ำท่า ซึ่งก่อให้เกิดภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง และอุทกภัย เป็นต้น แสดงดังรูปที่ 5

รูปที่ 5 สาเหตุและผลกระทบจากภาวะเรือนกระจก
เอกสารอ้างอิง:

IPCC, 2007: Climate Change 2007: The Physical Science Basis. Contribution of Working Group I to the Fourth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change [Solomon, S., D. Qin, M. Manning, Z. Chen, M. Marquis, K. B. Averyt, M. Tignor and H. L. Miller (deds.)]. Cambridge University Press, Cambridge, United Kingdom and New York, NY, USA.

ก๊าซเรือนกระจกและแหล่งกำเนิด

           ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) คือ กลุ่มก๊าซในชั้นบรรยากาศ ที่สามารถกักเก็บหรือดูดกลืนความร้อนหรือรังสีอินฟราเรด (Infrared) จากดวงอาทิตย์ และสามารถปลดปล่อยพลังงานดังกล่าวออกมาในรูปความร้อน ทำให้โลกเกิด “ภาวะเรือนกระจก” ซึ่งหากปริมาณก๊าซเรือนกระจกมีความสมดุลจะช่วยรักษาอุณหภูมิพื้นผิวโลกไม่ให้เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้โลกมีอุณหภูมิอบอุ่นและเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต
พิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 ปี พ.ศ. 2555 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ประเทศภาคีพิธีสารฯ ได้จำแนกบัญชีประเภทก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (Anthropogenic greenhouse gas emission) เป็น 7 ประเภท ได้แก่  

  1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
  2. ก๊าซมีเทน (CH4)
  3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20)
  4. ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs)
  5. ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC)
  6. ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)
  7. ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)

ก๊าซเรือนกระจกแต่ละประเภทมีแหล่งกำเนิด ดังนี้

  1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยทั่วไปมีแหล่งกำเนิดในธรรมชาติจากการระเบิดของภูเขาไฟและการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ แต่ในปัจจุบันกิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวการหลักในการสร้างและปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงและฟอสซิลต่าง ๆ เป็นต้น
  2. ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นก๊าซที่เกิดจากย่อยสลายของเสียต่าง ๆ ในธรรมชาติ แต่ร้อยละ 60 ของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การกำจัดขยะด้วยวิธีการฝังกลบ การเผาไหม้เชื้อเพลิง และการทำเกษตรกรรม เป็นต้น
  3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) มีแหล่งกำเนิดทั้งทางธรรมชาติจากแบคทีเรียทั้งแบคทีเรียในดินและมหาสมุทร รวมถึงการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ และแหล่งกำเนิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ รวมถึงการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและเชื้อเพลิงต่าง ๆ
  4. ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เป็นสารที่ใช้ทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำเย็น
  5. ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC) เป็นสารที่ใช้ทำความเย็นอีกประเภทหนึ่ง
  6. ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) เป็นก๊าซที่มีอยู่ในตู้ควบคุมไฟฟ้า สำหรับใช้เป็นฉนวนไฟฟ้าป้องกันการเกิดประกายไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง หรือช่วยในการระบายความร้อนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง
  7. ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) เป็นก๊าซที่ใช้ประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือวงจรสำหรับคอมพิวเตอร์
               ในปี พ.ศ. 2557 IPCC ได้รายงานสัดส่วนแหล่งปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยจำแนกแหล่งกำเนิดตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าและความร้อน มีสัดส่วนการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกใกล้เคียงกับภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่มากกว่าภาคการขนส่ง รายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 5-6 อย่างไรก็ตาม ก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดมีช่วงอายุที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ และมีศักยภาพที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนแตกต่างกันไป ดังแสดงในตารางที่ 1
รูปที่ 5-6 สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามสาขาเศรษฐกิจ (IPCC, 2014)
 

ตารางที่ 1 อายุที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ และศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนของก๊าซเรือนกระจกประเภทต่าง ๆ

ลำดัก๊าซเรือนกระจกอายุชั้นบรรยากาศ (ปี)ศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์)
20 ปี100 ปี
1ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)*11
2ก๊าซมีเทน (CH4)12.48428
3ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20)121264265
4ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs)2 วัน – 800< 1 – 15,000< 1 – 12,400
5ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC)1.1 วัน – 50,000< 1 – 8,210< 1 – 11,100
6ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)3,20017,50023,500
7ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)50012,80016,100

* อายุของ CO2 มีมากกว่า 1 ค่า สามารถคำนวนได้จากสมการใน Supplementary Material Section 2013 Impulse response function 8.SM.11. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในรานงาน Climate Change 2013: The Physical Science Basic. Contribution of Working Group I to Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change โดย Joos es al. (2013) 

 ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ

          ตามรายงาน IPCC Assessment Report (IPCC-WG’s AR5) ระบุว่า ในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบัน มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น โดยมีสาเหตุจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์และมีการคาดการณ์ระยะยาวว่า ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศในปี ค.ศ. 2100 จะมีค่าสูงขึ้นถึงระดับ 550-800 หนึ่งส่วนในล้านส่วน (Part per million; ppm) ดังแสดงในรูปที่ 7 แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศจะแปรผันตามลักษณะของรูปแบบอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ข้อมูลการตรวจวัดค่าความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยรายเดือนสูงสุด ณ สถานีตรวจวัดเมานาโลอา (Mauna Loa) รัฐฮาวาย (Hawaii) ประเทศสหรัฐอเมริกา มีค่าเท่ากับ 414.7 ppm (ข้อมูล ณ เดือน ค.ศ. 2019) ซึ่งเป็นค่าสูงสุดที่ตรวจพบในรอบ 61 ปี และเป็นไปในทิศทางเดียวกับการคาดการณ์ระยะยาว
รูปที่ 7 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
เอกสารอ้างอิง:
  1. IPCC, 2013: Climate Change 2013: The Physical Science Basis. Contribution of Working Group I to the Fifth Assessment Report of the Intergovernment Panel on Climate Change [Stocker, T.F., D. Qin, G.-K. Plattner, M. Tignor, S.K. Allen, J. Boschung, A. Nauels, Y. Xia, V. Bex and P.M. Midgley (eds.)]. Cambridge University Press, Cambridge, United Kingdom and New York, NY, USA, 1535 pp.
  2. National Oceanic and Atmospheric Administration (2019). Carbon dioxide levels hit record peak in May. Retrieved December 9, 2019, from https://research.noaa.gov/article/ArtMID/587/ArticleID/2461/Carbon-dioxide-levels-hit-record-peak-in-May
Close Menu